เริ่มต้นเดินทางอีกครั้งกับ “ชมไทย” หลังจากที่ฉันห่างหายไปเสียนานทีเดียว จากสายน้ำ “สะแกกรัง” กลับเป็นสายน้ำที่นี่ “เขื่อนแก่งกระจาน” กลับทำฉันคิดถึงเมื่อหลายปีที่ผ่าน เกาะดอกไม้ พะเนินทุ่งคราโน้น ยังจำกันได้ไหม ? ฉันเผลอแอบอมยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก…
การเดินทางครั้งนี้ ฉันพาหัวใจที่โลดแล่นอย่างมีความสุข ทั้งๆที่วิถีชีวิตฉันทุกๆวัน เร้นกายอยู่ริมสายน้ำเช่นกัน… (แต่นั่นฉันแค่มาเร้นกายชั่วครา) ฉันออกเดินทางจากสายน้ำริมฝั่งโขงย่ำค่ำของคืนวันที่ 16 มิถุนายน สู่ เมืองกว้างใหญ่อีกครั้ง เมื่อก้าวขาลงจากรถทัวร์ ภาพเดิมๆที่พบเจอ ผู้คนต่างเร่งรีบ รีบเร่ง เช่นเคย…เห็นแล้วเหนื่อยและเหนื่อย…แต่ก็นั่นแหละ มันคือชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป…ตราบที่ลมหายใจยังมีอยู่
เช้าตรู่ชีวิตในเมืองหลวงฉันกลับไม่ได้ยินเสียงนกน้อยร้องทักทาย หากแต่กลับกลายเป็นเสียงรถราที่วิ่งไปมาบนทางด่วนทักทายแทนเสียนี่… ฉัน ป้าแขก พี่เอก ที่พากันไปแอบซ่อนตัวชั่วคราวที่ห้องหอของเจ้าต้น ยามเช้าแสงแรกในเมืองกว้างใหญ่ แสงอ่อน ๆสาดส่อง ถูก ปะปนด้วยหยาดฝนที่พร่ำ ๆ ทักทายยามเช้า…ก่อนที่เรา 4 คน จะพากันนั่งรถตุ๊กตุ๊ก ตรงไปยังจุดนัดหมายเซ็นจูรี่… สมาชิกเริ่มทยอยกันมา ผู้คนมากมายแลดูวุ่นวายเสียจริงๆ คงเป็นวันหยุดที่ทุกคนรอคอย อยากเดินทางออกไปนอกเมืองกระมั่ง
ทริปนี้ฉันแอบคิด เหมือนฉันเป็นเด็กใหม่ในทริปไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นในการเดินทางเลยสักนิด ฉันแอบเห็น เจ้าต้นทำหน้าที่ด้วยรอยยิ้ม ที่แบ่งบาน ในการเก็บเงินสมาชิก ซื้อตั๋วรถตู้ และแล้วเราก็ได้มาครองทั้งคันเป็นของพวกเรา…กับ 14 ชีวิต เป้าหมายคือการเดินทาง และเบื้องหน้าคือสายน้ำ….
ฉันหลับ ๆ ตื่น ๆ ในรถ อาจจะเป็นเพราะเดินทางไกลด้วย เลยไม่ค่อยได้ชื่นชมระหว่างรายทางสักเท่าไหร่ มาถึงที่พักด้วยสายฝนที่โปรยปรายทักทายแผ่วเบา… หลังจากเก็บสัมภาระแล้วฉันมายืนมองสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก เพิ่งรู้ว่ามันเป็นสายน้ำที่ถูกปล่อยมาจากเขื่อนเพื่อหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ และผู้คนที่มาเยือนได้พักผ่อนหย่อนกายใจ เพื่อเต็มเติมพลังให้กลับไปด้วยหัวใจที่ต้องก้าวย่างต่อไป…
หลังจากทานข้าวกลางวันกันเรียบร้อย ไม่รอช้ากับสายน้ำที่ไหลเชี่ยวเบื้องหน้า ฉันและเพื่อน ๆ พากันไปลอยตัว แรก ๆ ฉันกลับรู้สึกกลัว เพราะว่ายน้ำไม่เก่งแค่เพียงพยุงตัวเองได้เท่านั้น การลอยตัวครั้งแรกทำเอาฉันติดใจ แต่กลับเหนื่อยและระบมเท้าที่ต้องเดินย้อนกลับไปที่เดิมเพื่อให้สายน้ำห่อตัวเย็นสดชื่นอีกครั้ง หนนี้พี่เอกชวนเดินไปไกลสุด เพื่อข้ามเชือกจากอีกฟากไปอีกฟาก น้ำเชี่ยวมาก ฉันลุ้นเจ้าหยกแทบแย่ กลัวเธอจะปลิวไปสายน้ำ พวกเราพยายามเกาะตัวจับมือกันเป็นวงกลมเพื่อลอยตัว แต่ไม่สามารถต้านกระแสน้ำได้ ท้ายที่สุดปล่อยลอยไปตามกระแสน้ำ ช่วงหนึ่งเราทุกคนเจอก้อนหินโดนก้นบ้างเท้าบ้าง ระบมกันไปแถวๆ หลังจากลอยมาไกล พากันนั่งแชร์น้ำเล่นนั้น สายตาฉันพลันไปเห็น…น้าป๊อป ปีน และ ปีน เพื่อโหนรอกโรยตัว ฉันนั่งมอง พลางนึกคิดอยากลองมันจะตื่นเต้นสักแค่ไหนหนอ…ไม่รอช้าเลย ลุกขึ้นพลางเดินไป และปีนขึ้นไป ขอสารภาพว่าหัวใจเต้นแรงมากถึงมาก น้าป๊อปขึ้นมาช่วยบอกว่าทำยังไง เชื่อไหมนั่น ว่าฉันหลับตาปี่เลยทีเดียวกับเสียงที่กริ๊ดลั่นแทบไม่ได้ยินอะไรนอกจากหัวใจที่เต้นแรง มารู้สึกตัวลอยในน้ำพร้อมกับความรู้สึกที่เจ็บ ๆ เออ เนาะมันไม่ยากเลยนี่น๊า … หลายๆคนเริ่มลองกระโดดมั่งอย่างสนุกสนาน โดยมีกลุ่มแอบสาวมายืนลุ้น ฉันละเสียดายความหล่อจริงไรจริง…5 5 5
ฉันและเพื่อนๆ เล่นน้ำท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ฉันชวนเพื่อนอีกคนไปขึ้นสะพานไม้ที่มองไกล ๆ แล้ว มันจะพุไหมนั่น หลังจากไถ่ถามคุณลุงแล้วแกบอกว่าขึ้นได้ไม่หัก ฉันก็พากันขึ้นไป ด้วยหัวใจแอบเต้นแรงอีกครั้ง หนนี้เจอเจ้าหมูแกล้งปีนขึ้นไปแล้ววิ่งๆๆๆ บนสะพานไม้ พระเจ้าช่วย!!! กริ๊ดลั่นเลยทีเดียว นั่งแล่นท่ามกลางสายฝน พร้อมกับกินโรตี นั่น !! ความสุขเล็กๆ ของฉัน เพื่อนๆ ค่อยๆ ทยอยกันลง เหลือฉันกับป้าแขกสองคน สองพี่น้องนั่งคุยกันเรื่อย ๆ พลันป้าก็บอกว่า… “ แอ๊ป… นั่งพับเพียบ… พร้อมตะโกนเรียกเจ้า Joch ให้ถ่ายรูป อย่างลั่นลาสุดๆ อ่ะ 555 ขำป้าแขกจริง ๆ
ฉันเลิกเล่นน้ำ และเหนื่อยล้ามากมาย หลังจากอาบน้ำเสร็จลงมานั่งเล่นฟังพี่นุเล่นกีตาร์สักพัก เลยหนีไปนอนและนอน…มารู้สึกตัวอีกทีป้าแขกมาเรียก เออ…หนอ ฉันนอนทับตะวันหรือไรนี่ ตื่นมาด้วยท่าทางที่ไม่ตื่น เห็นภาพเพื่อนๆ ช่วยกันทำอาหารการกิน ฉันได้แต่นั่งมองและมอง…และพาตัวเองไปนั่งร้องเพลงเป็นเพื่อนเจ้าหยกกับพี่นุ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีเสียงจะร้องเลยสักนิด จากนั้นสายตาก็พลันไปเห็นสหายต๋อย ที่ตามมา …ช่างเป็นภาพเดิมที่ฉันเจอสหายครั้งแรกที่เขายายเที่ยงจริง ๆ ฉันใช่เวลาตรงนั้นกับเพื่อน ๆ สักพักใหญ่ ก็ปลีกตัวไปนอนอีกแล้ว…เสียดายที่ห้องพักพวกเราไม่ได้นอนรวมกัน ฉันนอนกับเจ้าหยก พี่นุ ป้าแขก ขอบคุณพี่นุกับป้าแขกที่สละเตียงนอนให้ฉันกับเจ้าหยกนะ..
เช้าตรู่ของวันที่ 19 … เสียงป้าแขกเรียก… ” แอ๊ป ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเปล่า ?…” ฉันปฎิเสธิ ทั้งๆ ที่อยากไป แต่ลุกไม่ไหว…ปกติฉันไม่เคยพลาดนี่น๊า… สักพักฉันลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันเสร็จพร้อมกับหยิบหนังสือชมไทย และ โปสการ์ดที่ติดมา เดินลงไปด้านล่าง สิ่งแรกที่ฉันเห็น สายน้ำเหือดแห้ง ไหลรวยรินในเช้านี้ กับต้นไม้เขียวสดชื่น และเสียงนกน้อยที่ร้องทักทาย กับภาพที่เห็นมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลสักเท่าไหร่ ด้วยสายตาที่ไม่ดี พอเขาเดินกลับมาถึงรู้ว่าเป็นสหายต๋อยนั้นเอง…
“ เอากาแฟไหม ? ” สหายพลางถามและจัดแจงทันที่
ฉันตอบแบบไม่คิด… ” เอาพี่….”
สองคนสหายนั่งคุยกันเรื่อยๆ สหายบอกว่าอยากอยู่ที่นี่ ชอบ อยากมีวิถีที่เรียบง่าย… คำคำหนึ่งที่ฉันเอยออกไป “ อีก 5 ปี 10 ปี ข้างหน้า เราชมไทยคงโตกันมากขึ้น อาจจะแยกย้ายกันไปตามวิถีของตนเอง… แอ๊ปอาจจะไปหาพี่ต๋อยที่ไหนสักที่ หรือ ไง ก็ไม่รู้เนาะ… สหายต๋อยหัวเราะ…
ฉันหยิบโปสการ์ดขึ้นมาเขียน แต่ไม่ค่อยได้เขียนหาใครมากมายเหมือนแต่ก่อน ด้วยเพราะที่อยู่ที่ฉันไม่มี ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ฉันเขียนได้ไม่กี่ใบ เพื่อนๆ ส่วนหนึ่งที่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สันเขื่อนก็กลับมา และชวนไปนั่งกินกาแฟที่ร้านอิงน้ำ…ที่นี่ ไม่มีสายลมพัดผ่าน ใบไม้ไม่ไหวติงสักนิด อากาศเศร้าๆ ชอบกล ฉันสั่งคาปูฯร้อน กับขนมปังเนยน้ำตาล กลับได้ขนมปังเนยซะงั้น ไม่อร่อย แต่กินได้ ( ว่าแล้วลืมอะไร ลืมจ่ายเงินคืนป้าแขกอ่ะ) แล้วเขียนโปสการ์ดไปเรื่อยๆ และแบ่งปันให้ป้าแกเขียนหาคนไกลของป้า 1 ความคิดถึง…กับความคิดถึงของป้าแขกเดินทางผ่านสายน้ำ และสายลมของวันเวลา… ถึงคนไกล
ทริปนี้เจ้าเบิร์ดกลับก่อนเนื่องจากต้องไปทำงานต่อ หลังจากร่ำลา ฉัน พี่เอก ป้าแขก เจ้าหยก เจ้าต้น และสหายต๋อย พากันเดินดูที่พักของที่นี่ สวยดีเหมือนกัน อาจเป็นครั้งต่อไปที่จะกลับมาเยือนอีกครั้งก็เป็นไปได้…
สมาชิกส่วนมากลงเล่นน้ำกันต่อในเช้านี้ หลังจากทางเขื่อนต้นน้ำปล่อยสายน้ำจากที่สายน้ำไหลรวยริน กลับสู่ สายน้ำไหลเชี่ยวกรากอีกครั้ง… ฉันกลับพลาดที่จะได้เห็นภาพเจ้าหมูน้อยโหนรอกด้วยท่านั่ง และ สหายต๋อยที่ขาสั่นตัวสั่น หรือ หัวใจสั่นให้สู้ก็ไม่รู้กับการโรยตัวโหนรอกนั้น แค่ได้ยินเพื่อน ๆ เล่าฉันก็เห็นภาพ และแอบยิ้ม… ฉันใช่เวลาที่เหลือนั่งกิน ทำโน้นนี่นั่นกับเจ้าหยก และพี่นุ และดูเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ แล่นน้ำกัน ก่อนที่จะไปเก็บของ และร่ำลาที่นี่ “ เขื่อนแก่งกระจาน “ ในวันที่สายฝนโปรยปราย หยอกเย้า…
ระหว่างเดินทางกลับ ฉันมองหากล่องแดง เพื่อที่หย่อน “ ความคิดถึง ประทับตรา “ แต่ไร้วี่แววกล่องแดง แอบเศร้าเล็กๆ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยความคิดถึงก็ได้ประทับตราแหละนะ…
กับเวลา 2 วัน 1 คืน กับ 17 ชีวิต เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริง ทริปนี้กับชมไทยของปีนี้ และไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่ที่ฉันจะได้เดินทางกับเพื่อนๆ อีก ขอบคุณทุกเรื่องราวระหว่างรายทาง ที่ทำให้ฉันเก็บเกี่ยวความทรงจำที่สวยงาม ขอบคุณ “ มิตรภาพ ” ที่งดงามของทุก ๆคน นะ.. แล้วเจอกัน
“ ฉันดีใจที่มีเธอ … ชมไทย “
1 Comment
at 5:21 pm - 30th มิถุนายน 2011 Permalink
เขียนได้น่าอ่านมาเลยแอ๊บ เห็นภาพเลย
Post a Comment
You must be logged in to post a comment.