การเดินทางรอบนี้เกิดจากการจับพลัดจับผลูได้รับถ่ายทอดคำสั่งให้ไปเที่ยว เสียมเรียบ หรือเสียมราฐ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของนครวัด มหานครโบราณอันยิ่งใหญ่ ได้คำสั่งแบบนี้ใครเลยจะกล้าบังอาจขัดคำสั่ง แบบนี้ต้องรีบปฏิบัติตามทันที
คืนวันเสาร์ ชั้นตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตี 1 แต่โรคประจำตัวเวลาไปเที่ยวคือ ตื่นก่อนนาฬิกาปลุกทุกที อาบน้ำแต่งตัวออกเดินทาง ขับรถฝ่าความมืดมนเปล่าเปลี่ยวจากป่ามหาวิทยาลัยมาขึ้นเครื่องบิน ตีห้ากว่าๆชั้นไปถึงสนามบิน จัดแจงเช็คอินวันนี้ไม่มีผู้โดยสารเยอะเหมือนครั้งก่อน แต่ปัญหาคือ คนที่รอตรวจคนออกเมืองเยอะมาก มหาศาลราวกับยืนรอคิวซื้อบัตรเดี่ยว 9 กวาจะฝ่าด่าน เดินโต๋เต๋มาขึ้นเครื่องที่เกท C2A ได้ยืนจนเมื่อย แปดโมงได้เวลาออกเดินทาง จากกรุงเทพฯแค่ 55 นาทีก็ถึงแล้ว แถมรอบนี้สจ๊วตหล่อด้วย มองซะเพลินเลย พอเครื่องจอดก็ได้เวลาเดินเข้าตัวอาคารสนามบิน ครั้งแรกที่ได้เดินจากเครื่องบินเข้าอาคาร ตื่นเต้นมาก เข้าไปแล้วผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองชั้นไปคนแรกเลย เพราะบนเครื่องวันนี้มีแต่ฝรั่งหัวทองเค้าเลยต้องทำเรื่องวีซ่ากันก่อน ส่วนสมาชิกอาเซียนแบบเราไม่ต้องมีวีซ่า เดินทางเข้ามาแล้วอยู่ได้ 14 วัน แม้ชายแดนจะพิพาทกันก็ตาม
รอบนี้เราเข้าพักที่โรงแรมธารา อังกอร์ เค้าว่าบริหารงานโดยคนไทย เป็นโรงแรม 4 ดาวราคาไม่แพง (จองกับอโกด้า) บริการดีมากดีมากกว่า 5 ดาวบ้านเราบางแห่งด้วยซ้ำ เก็บกระเป๋าแล้วเริ่มออกเดินทางเที่ยวกัน
ชั้นขอเลือกการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองแทนที่จะไปกับทัวร์ แปลกมั๊ยมีของสบายๆไม่ชอบ มาทั้งทีมันต้องแบบถึงไหนถึงกัน และเพื่อความละเมียดละไมในการท่องเที่ยวและทักทายกับนางอัปสราทุกคน ดีกว่าเที่ยวแบบทัวร์ลูกเป็ด เลยตัดสินใจไปด้วยตุ๊กๆ ดีกว่า ค่าจ้างตุ๊กๆที่นี่เหมาเที่ยวกันทุ้งวันวันละประมาณ 12-15 ดอลลาร์ (ไม่แพงถ้าเทียบกับระยะทาง) และสามารถจอดได้ทุกที่ที่ต้องการ ก่อนเข้าชมได้ทุคนต้องซื้อตั๋วก่อน ค่าเข้าวันละ 20 ดอลลาร์ แบบ 3 วัน 40 ดอลลาร์ และ 7 วัน 60 ดอลลาร์ แพงเหมือนกันแต่เท่าที่ได้ชมขอบอกว่าสุดคุ้ม วิธีการซื้อตั๋วทุกคนจะต้องลงไปซื้อเองเพราะเค้าจะถ่ายรูปเราติดตั๋วไว้เลย เวลาจะเข้าปราสาทก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ข้างหน้าดูเทียบว่าใช่เรารึเปล่า เพราะฉะนั้นไม่มีใครบ้าขโมยตั๋วแน่นอนเพราะเอาไปก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ได้ตั๋วมาพี่ตุ๊กๆหันมาถามว่าจะไปไหนก่อน ชั้นเลือกที่ ปราสาทบันทายสรี เพราะเป็นปราสาทที่อยู่ไกลที่สุด
บันทายสรี ปราสาทสีชมพูความอ่อนช้อยเช่นอิสตรี อย่างที่บอกว่าปราสาทนี้ไกลที่สุด (ในจำนวนปราสาทที่ชั้นอยากไป) 35 กิโลเมตรจาก นครวัด ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพลินเพลินนั่งรับลมชมทุ่งและสิ่งที่พบเห็นสองข้างทาง เหมือนชนบทบ้านเราสมัยก่อน นั่งเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงที่หมาย เดินผ่านเจ้าหน้าที่ขอดูตั๋วหน่อย แล้วเดินเข้าไปตามถนนแดงๆ พอได้เหงื่อ แว๊บแรกที่เห็นคิดในใจว่าปราสาทหินพิมายที่บ้านเรายังใหญ่กว่าได้รับการดูแลดีกว่า แต่อย่างว่า Travel must go on เดินเข้าไปดูใกล้ๆกัน จากทางเข้าเจอตัวปราสาทสวยงามมากความที่ทำจากหินสีชมพูทำให้เพิ่มความแปลกตามากขึ้นอีก รอบองค์ปราสาทเต็มไปด้วยรูปปั้นวานรคอยพิทักษ์องค์ปราสาท เค้าว่าปราสาทนี้เป็นปราสาทเดียวที่สร้างเสร็จ ที่นี่นับว่าเป็นสวรรค์ชั้นยอดของชั้น เพราะไร้วี่แววทัวร์จีนมาคอยเดินขวางกล้องให้รำคาญใจ พบปะชาวต่างชาติไม่กี่คนที่มาเดินเที่ยวที่นี่ ก็ทักทายเค้าตามประสาคนไกลบ้านและความสามารถทางภาษาอันน้อยนิดของชั้น ใช้เวลาเดินชมไม่นานมากเพราะปราสาทไม่ใหญ่มากและองค์หลักของปราสาทก็เข้าไปชมไม่ได้ ขากลับชั้นโชว์เก๋าเดินเลาะออกมาจากป่าด้านข้างตามรอยที่เห็นชาวบ้านเค้าเดินเข้ามาออกข้างถนนได้โดยไวไม่ต้องไปอ้อมให้เมื่อยตุ้ม แล้วก็โดดขึ้นตุ๊กๆ หลับๆตื่นๆมาจนถึงปราสาทหลังที่สอง
สั่นสะท้านที่ปราสาทแปรรูป (Pre Rup) ขากลับชั้นตะโกนบอกพี่ตุ๊กๆ ขอแวะที่นี่ก่อนจากเดิมที่บอกว่าจะไปปราสาทตาพรหม พี่แกปาดป๊าบเข้าจอดทันที ปราสาทแปรรูป ปราสาทสูงใหญ่แต่ชื่อไม่คุ้นหู สร้างขึ้นเพราะเป็นที่เผาศพของผู้สูงศักดิ์ ความสูงนี่พอๆกับนครวัดเลยทีเดียว ชันดิ๊กตามแบบฉบับของปราสาทโบราณ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ขึ้นไปแค่ชั้นเกือบสูงสุด เพราะบันไดที่จะไปชั้นสูงสุดชันและแคบมาก มาแล้วต้องขึ้นไป เดี๋ยวเค้าจะว่าคนไทยแบบเรา ป๊อด ตะกายขึ้นไปจนได้ ภายในองค์ปราสาทมีพระพุทธรูปอยู่ คนที่อยู่ในนั้นชี้ให้ชั้นดูข้างบนปราสาทเป็นโพรงแสงลอดเข้ามาได้ ชั้นอธิษฐานขอพรไหว้พระแล้วเค้าบอกให้ชั้นทำบุญ อารามอยากขึ้นไปกระเป๋ากล้องก็อยู่กับพี่ตุ๊กๆที่รออยู่ชั้นสอง ตังก็อยู่ในนั้น มีแต่ตัวกะกล้องขึ้นมาตบๆดูในเป๋ากางเกงมีเงิน ควักออกมาแบงค์ยี่สิบบ้านเรา 555+ ถามเค้าชั้นมีเงินไทยทำได้มั๊ย กระเป๋าอยู่ข้างล่างไม่มีเงินอื่นแล้ว เค้าบอกว่าได้เลยหย่อนไป ในใจคิด หึหึ ปราสาทนี้ตกเป็นของไทยด้วยแบงค์ยี่สิบนี้แล้ว (ล้อเล่น) ขาลงนี่สิหน้าชั้นซีดยิ่งกว่าไข่ต้ม พี่ตุ๊กๆแกยืนหัวเราะอยู่ข้างล่าง เมื่อชั้นตะโกนให้โลกรู้ว่าชั้นไม่กล้าลง ฝรั่งที่นั่งอยู่ขำกันใหญ่ สุดท้ายพี่แกบอกเกาะฝาค่อยๆลงมา ตกไปไม่ตายหรอก เลยลงมาได้ ผลสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น ขาสิครับ ลักษณะกล้ามเนื้อเกร็งมากไป ขาสั่นและปวดมาก เวลาเดินลงบันไดเจ็บสั่นสะท้านจนถึงทุกวันนี้ คิดในใจพรุ่งนี้ปีนนครวัดไม่ได้แน่ ว่าแล้วบอกพี่ตุ๊กๆออกรถพาไปที่หมายต่อไปเลย (ติดตามต่อต่อภาคสอง)










Post a Comment
You must be logged in to post a comment.