บันทึกไว้…ไปต่างแดน (กัมพูชา)

                          จากการที่จับผลัดจับผลูได้มาเขมรโดยบังเอิญ กับประสบการณ์บินเดี่ยวครั้งแรก ตื่นเต้นมากมาย ต้องทำอะไรเองทุกอย่าง จองตั๋ว เปลี่ยนตั๋ว เดินเข้าเกท เดินขึ้นเครื่องคนเดียว การมาครั้งนี้สอนอะไรมากมาย  บินมากับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ บริการดีมากๆ ที่สำคัญแอร์สวยมาก ขนมก็อร่อย เนื่องจากบินไฟล์ทบ่ายจึงได้กินข้าวบนที่สูง ได้นั่งคนเดียวสามเบาะ 555 และที่สำคัญเกือบตบเจ้าบ้านก่อนขึ้นเครื่อง เนื่องจากพ่อคุณอารมณ์ดีเคาะเก้าอี้เล่น ห่านจิกจริงมองหน้าก็ยังไม่เลิก ชั้นเริ่มมีทัศนคติทางลบต่อชายเขมรตั้งแต่บัดนั้น  ตัดมาบนเครื่องต่อ กัปตันพาเราบินผ่านป่าใหญ่ชั้นคิดว่าน่าจะอยู่ในดินแดนเขมรมากกว่าไทย เพราะพี่ไทยท่านน่าจะรับทานป่าไปเยอะแล้ว ทัศนียภาพที่ปรากฏเบื้องล่างถัดมาก็เป็นทุ่งนาสลับกับภูเขา เรื่อยมาเพียงชั่วเคี้ยวข้าวแหลก(เพราะเพิ่งกินเสร็จแป๊บๆ) กัปตันก็ประกาศลดระดับการบินเพื่อลงสู้สนามบินนานาชาติพนมเปญ เพียง50นาทีจากสุวรรณภูมิ  ลดระดับเห็นบ้านเรือนวัดวาคล้ายๆต่างจังหวัดบ้านเรา  หน้าตาไม่ค่อยเหมือนเมืองหลวงเท่าไหร่เลย สนามบินเล็กๆ สอบถามจากคนที่มารับว่าไม่ค่อยมีใครมามากนัก เดินหน้าตาตื่นๆมาเข้าช่องตรวจคน ทำเอ๋อ!อีกจะไปเข้าอันที่เค้าให้คนเขมรเข้า555 ยืนทำหน้าแสร้งว่าไม่มีอะไรหน้า ตม. พี่เค้าทำหน้าดุๆไงไม่รู้กลัวชะมัด แต่ก็รอดมาได้ จาก ตม.เดินสามก้าวก็มาถึงที่รับกระเป๋า บอกแล้วว่าสนามบินมันเล็กลองเป็นบ้านเราสิเดินกันขาขวิดกว่าจะถึง จากนั้นก็มาผ่านด่านส่งใบสิ่งของต้องสำแดงก็พวกเหล้าบุหรี่ต่างๆนานา เราก็เอ๋อ!!! อีกนึกว่าไม่มีก็ไม่ต้องกรอก เกือบโดนเค้าด่าแล้ว ดีไหวตัวทันหยุดกรอกก่อนถึง 555 แล้วก็เดินจากจุดนั้นไปอีก ยี่สิบก้าวก็ออกมานอกตัวอาคารแล้ว เล็กมากก คนมารับยืนรอเหงื่อตกอยู่ข้างนอก ทักทายกันเล็กน้อยก็ลากกระเป๋าเดินตามเค้าต้อยๆ ขึ้นแท็กซี่มาโรงแรม

                                    ระหว่างทางนึกว่าเค้าเฉลิมฉลองอะไรกันบีบแตรสนั่นทุกแยก  อิสระในการขับขี่มาก มากยิ่งกว่าที่ประเทศลาว ทุกคนต่างคิดว่ากรูจะไปใครอย่าห้าม ทุกแยกวัดใจกันเอา ใครดีใครได้จริงๆ มาถึงโรงแรมพี่แกเซอร์ไพรส์ดอกแรกเลย พูดเขมรใส่ไฟแล่บ เลยต้องบอกไม่รู้เรื่องกรูคนไทย ได้ห้องพักอยู่ชั้นแปด โรงแรมตั้งอยู่หลังกระทรวงกลาโหม มองเห็นทะเลสาบแต่น้ำมันแห้งเกือบหมด แอบคนเอาเองว่าเป็นโตนเลสาป 55 พักผ่อนแป๊บๆแล้วเค้าก็พานั่งตุ๊กๆไปชมเมือง ตุ๊กๆที่นี่ไม่เหมือนบ้านเรา เค้าเอามอไซต์มาลากที่นั่ง แต่นั่งสบายกว่าบ้านเราและเสี่ยงภัยกว่าด้วย เค้าพาไปเดินห้างหรูขายแต่ของแบรนเนม ไม่ค่อยมีคนเดินหรอก ของแพงมากด้วย พอจะลองชุดพนักงานพูดกับเราเป็นภาษเขมรอีกแล้วว ชุดก็สวยดีนะแต่แพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า ของส่วนใหญ่น่าจะเป็นก๊อบที่เหมือนมากๆ มากกว่าของจริง

              จากนั้นก็ขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของห้างที่เป็นกึ่งๆผับ นั่งดูวิวสวยดีแต่ค่าอาหารก็แพงเอาเรื่องเหมือนกัน แล้วที่แปลกคือถ่ายรูปออกไปข้างนอกได้แต่ถ่ายภายในร้านไม่ได้….ประหลาดมั๊ย นั่งกินเครื่องดื่มชิวๆ แล้วก็ไปทานข้าวที่ริมแม่น้ำ เป็นบาร์มีแต่คนต่างชาติไม่มีคนไทยมีแต่ฝรั่งตาน้ำขาวกับพนักงานที่เป็นคนเขมร….อาหารอร่อยมาก ที่สำคัญ wifi free เป็นข้อดีของคาเฟ่ที่นี่คือทุกที่ free wifi กินข้าวเสร็จก็เดินเล่นที่ริมแม่น้ำเพื่อย่อยนิดหน่อยแล้วเรียกตุ๊กๆกลับโรงแรม

              เช้านี้ตอนแรกตั้งใจจะตื่นแต่เช้า ดันตื่นสาย อิอิ จัดการธุรการงานเสร็จสิ้นแล้ว เค้าก็พาไปเที่ยวเมืองอุดงมีชัยหรือบัณทายเพชร หลวงเก่าของเขมร ที่อยู่ห่างจากพนมเปญประมาณ 45 กิโล โดยเหมาแท็กซี่พาเที่ยว สองที่ตลอดวัน คิดค่าเสียหาย 50 ดอลลาร์ก็ประมาณ 1500 บาท ระหว่างทางก็นั่งชมวิวทิวทัศน์ ท้องทุ่งนาแห้งแห้งกับฟ้าสวยๆไปเรื่อยๆ พอไปถึงทุกคนต่างมารุมล้อมเพื่อจะขายดอกไม้และของต่างๆ วุ่นวายมาก มีเด็กพยายามมาเดินคุยด้วยจนสุดท้ายเราก็หลวมตัวได้เค้ามาเป็นไกด์ซะอย่างนั้น จากที่จอดรถเดินขึ้นบันไดเพื่อไปไหว้พระบนเขาพระราชทรัพย์และชมทัศนียภาพ ไม่ไกลหรอก แค่ 509 ขั้นเท่านั้นเดินหอบแฮ่กๆ ลิ้นห้อยแล้วห้อยอีก ด้วยความที่กลัวเสียเหลี่ยมคนไทยเค้าจะว่าเราอ่อนได้ตั้งใจกัดฟันเดินไปเรื่อยๆพอเหนื่อยก็เกรงหยุดถ่ายรูปบ้างอะไรบ้าง จนถึง เมื่อมองจากข้างบนจะเห็นท้องทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาลไม่มีอะไรขวางกั้นมองได้จนถึงตึกที่สูงที่สุดของพนมเปญ เดินชมวัดวาของโบราณต่างๆ อากาศร้อนมากก แต่โชคดีที่ไม่ค่อยมีแดด ใช้เวลาอยู่บนนั้นประมาณ 2 ชั่วโมงก็เดินลงมา เดินเล่นไปคุยกะไกด์หนุ่มน้อยสองคน คนนึงชื่อ แอล อีกคนจำชื่อไม่ได้ สองคนนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากดูแลพวกเราเป็นอย่างดี คอยถือดอกไม้ให้ หยุดรอเมื่อชั้นต้องการถ่ายภาพ แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองประเทศ เด็กชายวัย 16 ปี ที่ต้องทำงานเพื่อเอาเงินไปเรียนหนังสือ เลยเลือกมาเป็นไกด์คอยบริการนักท่องเที่ยวที่นี่ พวกเขาน่ารักดีนะ อย่างว่าทุกประเทศมีคนดีและไม่ดีปนกันไป เสร็จสรรพจ่ายค่าเหนื่อยให้เด็กๆไปคนละ 10 ดอลลาร์ (เค้าไม่ได้เรียกนะว่าเท่าไหร่เราเป็นคนตัดสินใจเอง ถ้ามีมากก็อยากให้มากกว่านั้น)

               

 

 

                        

          ลงมาข้างล่าง คนขายของพุ่งตรงมาอีกแล้วทุกคนพยายามพูดเป็นเขมรใส่เราจนไกด์เราต้องบอกว่าเราเป็นคนไทย ขึ้นแท็กซี่แล้วก็ไปที่ทุ่งสังหารกัน ชั้นใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการหลับตลอดทาง จากนั้นแวะกินข้าวที่ร้านอาหารที่เป็นร้านแบบบุฟเฟ่ คนต่างชาติมากมายแวะมากินที่นี่บรรยากาศวุ่นวายน่าดู ประกอบกับที่ร้านมีงานแต่งได้เห็นงานแต่งงานที่แปลกดีเหมือนกัน กินข้าวเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วก็พากันไปที่ ทุ่งสังหาร สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนมาที่นี่ต้องมาเยือนแม้จะไม่อยากมาก็ตาม บรรยากาศหดหู่มาก หดหู่ วังเวง เศร้า จนชั้นเกิดความเครียดขึ้นมา เกิดอาการเวียนหัว ลักษณะเหมือนจะอาเจียนตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น จนต้องขอให้คนที่พามารีบออกจากที่นั่น ขึ้นรถมาอาการชั้นยังไม่ดีขึ้นอาจจะเพราะเวียนหัวกับการจราจร ทุกคนปาดซ้ายขวา บีบแตรไล่กันตลอดทาง จนมีความรู้ใหม่ว่าโรงเรียนที่นี่จะหยุดวันพฤหัสแล้วเรียนวันเสาร์ครึ่งวัน แปลกดี จนสามารถรอดมาถึงโรงแรมได้ก็เย็นแล้ว ตัดสินใจอาบน้ำอาบท่านอนพักซักครู่แล้วก็ออกไปกินข้าวกัน

               มื้อเย็นวันนี้โชคดีได้ไปกินที่ Nagaworld ที่เป็นคาสิโนของที่นั่น นักพนันมากหน้าหลายตาคร่ำเคร่งกับการเล่นพนัน ส่วนชั้นเดินเมียงมองแล้วขึ้นไปทานข้าวที่ชั้น 4 อาหารอร่อยดี อร่อยกว่าใบหยก (ราคาถูกกว่านิดหน่อย) มีของให้กินมากมาย กินอิ่มแล้วเลยไปลองเล่น slot มันคือเครื่องกินตังดีๆนี่เอง ไม่เห็นจะได้เงินตรงไหน ลองเล่นๆ เสียเงินสบายใจแล้วไปเดินย่อยกัน เดินเรื่อยๆมีตุ๊กๆมาถามตอนว่าตุ๊กๆมั๊ย ผ่าน hotel of Cambodia เห็นใหญ่ดี ประกอบกับปวดฉี่เลยแวะเข้าไป ค่าฉี่แสนแพง ชั้นกินไอติมวนิลา 1 สกู๊ป อีกคนกินโค้ก ค่าเสียหายประมาณ 150 บาท เห็นราคาแล้วตัดสินใจปลดทุกข์หนักที่โรงแรมซะเลย ค่าขี้แสนแพงจริงๆ เดินเลาะริมน้ำแล้วขึ้นตุ๊กๆกลับโรงแรม

               เช้าวันใหม่ตื่นสายมากเลยต้องไปกินข้าวที่อื่นแทน กินข้าวเสร็จ 11 โมงครึ่งเลยเดินไปเที่ยววัง แต่เจอตุ๊กๆบอกว่าวังปิดพักเที่ยงจะเปิดอีกทีตอนบ่ายสอง มองหน้ากันเอาไงดี เลยเหมาตุ๊กๆคันนั้นไปเที่ยวคุกตุงสะลอนกัน อากาศร้อนมาก ค่าเข้าต่างชาติคนละ 2 ดอลลาร์ บรรยากาศหดหู่ถึงที่สุด และชั้นก็มีอาการเดิมเหมือนเมื่อวาน ปวดหัว จะอาเจียน รู้สึกเครียดมาก มีให้ดูประมาณ 4 ตึก ตึกละประมาณ 4 ชั้น แต่ชั้นเดินตึกละชั้น เดินผ่านแบบเร็วๆด้วย ไม่ไหวมันเครียดเกินไป จนรู้สึกว่าไม่คุ้มกะ 60 บาทเลย จากนั้นก็ไปเดินซื้อของที่ตลาดรัสเซี่ยน ของก๊อบเยอะมากถูกว่าโรงเกลือ ก๊อบเหมือนกว่า ราคาไม่แพงด้วย ชั้นเลือกซื้อของฝากแล้วก็ซื้อกระเป๋าเดินทางกับเป้มาใช้สองใบ แล้วก็นั่งตุ๊กๆไปแช่แอร์รอเวลาที่วังเปิด

                เดินเล่นเที่ยววังค่าเข้าแพงกว่าค่าข้าวของชาวต่างชาติที่เข้าวัดพระแก้ว บ้านเราสวยกว่าสะอาดกว่า ค่าเข้าต่างชาติ 300 ที่โน่นคล้ายบ้านเราทุกอย่างสวยน้อยกว่าด้วย ค่าเข้าต่างชาติคนละ 12.5 ดอลลาร์ (ประมาณ 380 บาท) แอบคุยกับฝรั่งที่ทำงานอยู่เมืองไทยที่ไปเที่ยวที่นั่นบอกชั้นว่าแพงกว่าเมืองไทยอีก 555+ เดินชมแป๊บเดียวก็ออกมา กลับโรงแรมอาบน้ำอาบท่ารอไปขึ้นเครื่อง คิดถึงเมืองไทยแทบแย่ รักเมืองไทยมากขึ้นเยอะเลย อิอิ บันทึกการเดินทางที่แสนยาวจบลงพร้อมกับความประทับใจ กัมพูชายังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมาย เป็นเมืองที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่มีอะไรซ่อนอยู่เยอะจริงๆ

             

Post a Comment

You must be logged in to post a comment.