Category Archives for อารมณ์ ความรัก ความรู้สึก

คืนสู่รัง

เกี่ยวกับไออุ่นปีนี้…

จริง ๆ ร.ร. ตชด.ประตูท่าด่าน   อาจไม่ใช่ โรงเรียนที่ขาดแคลนหรือยากจนที่สุด

แต่ด้วยแนวทางทำค่ายแบบพอเพียง ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้  และได้เดินทางไปสำรวจโรงเรียนแห่งนี้มา โดยภาพรวมการประสานงาน ด้านความร่วมมือ ของโรงเรียน ชุมชน เด็กนักเรียน มีความเป็นไปได้ที่เราจะทำงานกันที่นี่

1.  ผมประสานงานเกี่ยวกับการดูงาน ที่ศูนย์ภูมิรักษ์ เรียบร้อยแล้ว

2. โทรไปที่ รร.ตชด.ประตูท่าด่าน ขอคำยืนยันเรื่องความร่วมมือต่างๆ  ทุกคนยังรอเราและพร้อมจะสนับสนุนการทำงานในทุกด้าน

3. ปัญหาของผม คือนตอนนี้ยังไม่มีเวลาเขียนโครงการ  อาจด้วยความไม่ถนัด และเวลา วันต่อวันตอนนี้ มีหลายอย่างที่ต้องทำเยอะมากจริงๆ  ในส่วนตัวจะชอบงานภาคสนาม หน้างานมากกว่า

4. การทำงานของผมเกิดความอึดอัดใจ  เพราะด้วย เรายังไม่มีเวลาที่จะหันหน้ามาคุยกัน ทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ คน ผมพร้อมที่จะเปิดใจ รับฟังความคิดของทุกท่านเสมอ โดยนำทุกๆ ความคิดมาประมวลให้ได้ประสิทธิผลในการดำเนินงานสูงสุด

5. มีเพื่อนๆ เสนอให้ผมกำหนดคนในการทำงานว่าควรจะเป็นใครบ้าง  แต่จริงๆ แล้วงานที่เราทำกันอยู่ เป็นงานจิตอาสา  จึงอยากให้เป็นเพื่อนที่อยากทำงานจริงๆ มาทำกันด้วยความสุข และสบายใจ

6. ฉะนั้น วันที่ 20 สิงหาคมนี้ ที่ศูนย์ภูมิรักษ์ น่าจะพอเห็นคนที่มีใจอาสามาปรับความเข้าใจ ถึงแนวทางการทำค่ายในปีนี้ด้วยกัน ที่ศูนย์ภูมิรักษ์ฯ  และร่วมหารือวางแนวทางการทำงานด้วยกัน  ส่วนเพื่อนที่มาไม่ได้จริงๆ ก็สามารถแสดงเจตนาโดยการติดต่อเข้ามาที่ผมเอง ป้าแขก หรือบอกผ่านกันต่อๆ ก็ได้ครับ

7. หลังจากกลับจากศูนย์ภูมิรักษ์ ในเดือนถัดไปเราจำเป็นต้องลงพื้นที่ในการทำงานด่วน อีกครั้งครับ

ยังมีอะไรให้ทำอีกมากมาย  วันนี้ที่กลับมาลุยงานไออุ่น เพราะมีความรู้สึกว่าบางอย่างมันขาดหายไป  แต่ถ้าเราไม่ทำแล้ว เราจะรอใครทำล่ะ ฮืม

ผมเข้าใจว่าหลายๆ ท่านอาจมีอะไรติดค้างใจ มีปัญญา มากมายหลายๆ ด้าน อยากพักทั้งกาย และใจ อยู่ในมุมของตัวเอง   ……ตัวผมเองก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาส่วนตัว หรือส่วนรวม   ผมก็เหนื่อยล้า เหมือนกับทุกท่าน แต่ผมจะหลบ จะพักก็คงไม่ได้  ชมไทยและไออุ่นยังต้องมีการขับเคลื่อนต่อ ผมจะต้องเข้มแข็งเสมอ และกลับเข้าสู่สภาวะปกติของจิตใจให้เร็วที่สุด

ขอบคุณผู้มีจิตอาสาทุกท่านครับ

กำลังรอทุกคนกลับบ้านไออุ่นหลังนี้อยู่นะครับ

แล้วเราจะได้พบกันครับ

เอก ชมไทย

เกาะกุฎีอีกครั้ง

  …….ผมไปเยือนเกาะกุฎีอีกครั้ง ด้วยความคิดที่จะไปเก็บเรื่องราวเพิ่มเติม ได้มีเวลาอยู่กับสถานที่จริงๆ ที่เคยไปมาแล้วหลายหน
จริงๆ ก็ได้งานเขียน มาลงหนังสืออย่างที่ตั้งใจครับ

……………………

แต่ในอีกด้านหนึ่งของความรู้สึก ผมได้ข้อคิด และอะไรลึกๆ บางอย่าง ที่แวบขึ้นมาตอนนั้น ที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องราวการท่องเที่ยวของเกาะกุฎีเลย

…………………….

คือการเดินทางของความรัก และความรู้สึกที่ดีๆ บางทีมันเดินทางมาไม่พร้อมกัน ในช่วงเวลาหนึ่งใครบางคนอาจจะรู้สึกรัก และดีกับเรามาก ๆ แต่พอผ่านช่วงเวลานั้นไป ความรู้สึกดีๆ ก็อาจลดน้อยลงไปแล้ว ในขณะเดียวกัน ตรงกันข้าม ความรู้สึกของเราเองที่กำลังค่อยๆ รู้สึกดีกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ  มันช่างดูสวนทางกันเหลือเกิน ในเวลานี้บางทีเราไปวิ่งตาม ก็คงไม่ทันเสียแล้วล่ะ เมื่อไหร่มันจะพอดีเนอะ

……………………..

0 —- >1 —->2 —-> 3 —-> 4 —-> 5 —-> 6—- > 7 —-> 8 —-> 9 —-> 10
10 —-> 9 —-> 8 —-> 7—- > 6—- > 5 —-> 4 —-> 3—- > 2—- > 1 —-> 0

……………………..

เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่การเดินทางของผม มันได้เรียนรู้ ถึงจิตใต้สำนึกของตัวเอง ….. จริงๆ อยู่บ้านเฉยๆ อาจจะคิดเรื่องอื่นๆ หรือ เรื่องนี้ได้ก็ไม่รู้ แต่นี่พอเดินไปรอบๆ เกาะ ได้เห็นบรรยากาศ ท้องฟ้า ทะเล โขดหิน มุมมองต่างๆ ของความทรงจำและความรู้สึกมันก็ผุดขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งตอนถอดรองเท้า และได้เดินสัมผัส หาดทราย ที่เต็มไปด้วยหิน และปะการังที่แหลมคม มันรู้สึกเจ็บ ๆ ยังไงบอกไม่ถูก

……………………..

เจ็บที่ประมาท หรือลืมตัว หรืออาจจะเจ็บเพราะตั้งใจ เพื่อให้เจ็บ ….. สุดท้ายมันก็คือเจ็บเหมือนกัน

……………………..

เอก ชมไทย
24 มี.ค. 54

ปีใหม่ที่(หวังว่า)จะเปลี่ยนไป

…ในปีเก่าที่ผ่านมา…

…วินาทีที่ผมหักหลบแท็กซี่เจ้ากรรม แล้วรถอัดกับเสาไฟฟ้า ..

…วินาทีที่คุณพ่อล้มลงเพราะวูบ .. โชคดีที่ลุกขึ้นเองได้ ตรวจเจอเส้นเลือดหัวใจตีบแล้วผ่าตัดได้ทัน

…วินาทีที่ได้รู้ข่าวว่าพี่เชา ชมไทยจากไปไม่มีวันกลับ

…วินาทีที่ได้รู้ว่าป้าที่เคารพรักหัวใจหยุดเต้นขณะหลับ (แกเคยบอกผมว่า ขอให้แกมีบุญ หลับแล้วไปสบายๆไม่เจ็บปวด)

…วินาทีที่ได้ฟังหรืออ่านข่าวการเสียชีวิตตลอดปี

ทุกวินาทีเหล่านั้นเตือนสติให้ผมได้คิดว่า

“ทุกๆปีใหม่ บางทีเราก็ตั้งใจจะทำบางสิ่ง อธิษฐานขออะไรบางอย่าง แต่จริงๆแล้ว ชีวิต..จะต้องการอะไร มากไปกว่า แค่ยังมีลมหายใจอยู่…ถึงแม้สุดท้าย แม้แต่ลมหายใจก็ยังมีวันร่ำลาเรา”

“เกิดคำถามกับตัวเองว่า…ผมดูแลตัวเอง ดูแลคนใกล้ๆ คนที่เรารัก เราสนิทดีพอหรือยัง..เพราะมันคงไร้ประโยชน์และสายเกินไป หากเรามาระบายความรู้สึกดีดี และบอกรักให้คนที่ไม่อยู่บนโลกนี้แล้วฟัง…”

“ปีใหม่นี้ หวังว่าผมจะทำมันได้ดีขึ้น …หวังว่ามันจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น..ไม่มากก็น้อย”

ปีใหม่นี้ คงอวยพรสั้นๆ

ขอให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกคน สุขภาพแข็งแรงครับ ^_^

เชาเชา ณ ชมไทย

1 มกราคม 2554 ผมอยากจะบันทึกเรื่องราว เหล่านี้ไว้ที่นี่

ในวันอังคารที่ 28 ธันวาคม 2553 เวลาบ่าย ๆ วันที่ผมต้องเสียเพื่อน ที่เป็นเสมือนน้องที่รักของผมไป นั่นคือเชาเชา

ผมกับเชา ได้รู้จัก เจอกันที่ทริปเขาสน เมื่อเครั้งที่เว็บชมไทยเข้าสู่ปีที่ 2 อย่างเป็นทางการ เชา เข้ามาเที่ยว และรู้จักกับผมและชมไทย โดยการเชิญชวนของ ป.เปิ้ล ที่เข้ามาชมไทยก่อนหน้านี้แล้ว ปัจจุบันเวลานี้ชมไทยอยู่มา 7 ปี

ซึ่งหลังจากทริปนั้น เชา ได้เข้ามาเป็นส่วนร่วมในครอบครัวชมไทยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเชาได้ช่วยผมดูแลส่วนต่างๆ ของเว็บตั้งแต่ตอนนั้นเลย อีกทั้งยังคอยตอนรับทำความเข้าใจแก่เพื่อนๆ ที่เข้ามาใหม่ นัดพบปะสังสรรค์ ให้เพื่อนเก่า และใหม่ได้รู้จักกัน และยังจัดทริปท่องเที่ยวซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของชมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

กระทั้งชมไทย มีการจัดกิจกรรมค่ายอาสาไออุ่นจากพี่ให้น้อง ในครั้งแรก เชาถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการทำงาน ซึ่งต่อมาไม่ว่าจะเป็นงานปีใหม่ชมไทย แค้มป์ปิ้งปาร์ตี้ กีฬาสี และกิจกรรมในวันสำคัญต่าง ๆ เชาจะมาช่วยทุกครั้งเสมอ

มีเพื่อนๆ ชมไทยหลายคนที่เชาได้ชวนเข้ามา มากมายจนผมเอ่ยนามไม่หมด

ตลอดเวลาที่เชาเข้ามาจากวันแรก จนถึงวันนี้ เราไม่ได้เป็นแค่เพื่อน แต่มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่มากกว่านั้น ในการเดินทางท่องเที่ยว หรืองานกิจกรรมต่างๆ บางที่แค่มองตากัน เราก็รู้ใจกัน ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง ถ้าผมทำอย่างนี้แล้วเชาจะทำอะไร เชาทำแบบนี้แล้วผมจะไปทำตรงไหนต่อ เชาแบ่งเบางานของผม และชมไทยไปมาก

เขารู้จักความเป็นชมไทยไม่ได้น้อยไปกว่าผม หรือบางเรื่องเขาเก่งกว่า และรู้มากกว่าผมด้วยซ้ำ

ทำให้ผมมองเชาไว้ ว่าหากในวันหนึ่ง ถ้าผมไม่อยู่ หรือทำตรงนี้ไม่ไหว ผมจะให้เชาทำหน้าที่แทนผม ซึ่งจริงๆ ผมก็เคยบอกเชาไว้เหมือนกัน แต่เชาบอกว่าอย่างทำแบบอสิระ แบบที่เขาทำตอนนี้มากกว่า ซึ่งผมรู้ว่าเขาเต็มที่จริง ๆ ….แต่เชาไม่รอผมแล้วตอนนี้ คงถึงเวลาพักของเขาแล้ว ซึ่งวันหนึ่งผมคงได้พักแบบเชาบ้าง

ในเรื่องของเว็บไซด์ชมไทย ตลอดเวลา ที่เขาคอยดูระบบ ในเวบบอร์ด หรือห้องภาพก็ดี เชาจะคอยดูตลอดเวลา ไม่ว่าจะดึก หรือจะเช้า ถ้ามีปัญหาใหญ่ๆ เชาจะโทรบอกนะตอนนั้นเลย แต่ถ้ามีอะไรที่เขาแก้ไขได้เขาจะช่วยจัดการให้ตลอด

หรือในส่วนของห้องแชท ผมจะแห็นเชา เฝ้าห้องตลอดเวลา ไม่ว่าเวลาใด ถ้าผมเข้าไปทักทาย คนแรกๆ ที่เข้ามาตอบคือเชา เสมอ ถึงในช่วงเวลานี้ห้องแชทคนจะใช้งานน้อยลง ผมเองซะต่างหากที่อาจหลงลืม การเข้ามาทักทาย พูดคุยกันเพื่อนๆ ในห้องนี้ แต่เชาไม่เคยทิ้งตรงนี้ไป

เชา จัดทริปเที่ยว จนถึงวันที่จัดไม่ไหว ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่เขารักจริงๆ เขาเป็นนักเดินทางตัวยง ที่ไปในทุกๆ ที่ ที่เขาอยากไป

ก่อนวันที่เขาจะจากลาไป ผมกับเชา ได้คุยกันนานมาก เชาฝากแนวคิดเรื่องค่าย และให้ผมช่วยติดตามเรื่องต่างๆ ในค่ายไออุ่นที่ผ่านมา ซึ่งผมรับปากที่จะทำให้

เราคุยกันเรื่องเว็บ เรื่องการใช้งานต่างๆ ของเพื่อนๆ ในเว็บ ที่เรารู้สึกตรงกันว่า ตอนนี้น่าจะเป็นเหมือนขาลง ของเราชมไทยแล้ว การใช้งานในห้องภาพ ห้องแชท และในเวบบอร์ด เราน้อยลง ซึ่งเมื่อก่อนเป็นเหมือนจุดเด่นของเว็บ ที่คนจะเข้ามาชม

ผมบอกกับเชา ว่าตอนนี้เราน่าจะเหลืออย่างเดียว ที่ผมยังทำอยู่ได้คือการจัดทริป ซึ่งน่าจะเหลือผมคนเดียวเหมือนกัน ผมบอกแบบต่อว่านิดหน่อยว่าเชา ช่วงนี้เชาจัดทริปไม่ได้ เหลือพี่คนเดียวเลยนะ ตอนนี้ถ้าพี่ไม่จัด ชมไทยก็คงจบ คงเงียบเลยล่ะ เชาบอกรอผมแข็งแรงกว่านี้หน่อยพี่ ผมยังอยากเที่ยว และอยากจัดอยู่นะพี่

เชาบอกค่ายไออุ่นมีกล้องถ่ายรูปมากมาย แต่เรามีรูปดูในห้องภาพกัน 3 กระทู้ ห้องภาพเรานิ่งมาก เราคิดเหมือนกันว่าหลังปีใหม่เราจะทำยังไงกันดี ซึ่งเรื่องระบบเราคงไม่ต้องไปปรับ ทำเหมือนคนอื่น เพราะเราก็คือเรา เราคงไม่ไปทำตามเขา เรามาปรับวิธีคิดกันใหม่เรื่อง การให้ข้อมูลดีกว่า ซึ่งข้อมูลการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่เราถนัดที่สุดแล้ว ในการแชร์ข้อมูล ในการจะทำสิ่งดีๆ ให้สังคม และยังมีเรื่องงานปีใหม่ ที่จะจัดวันที่ 8 ที่บ้านเจ้าหนูอีกว่ารูปแบบจะเอายังไงดี

ซึ่งรู้ได้เลยว่าเชาเป็นห่วงเว็บไม่น้อยไปกว่าผมเลย

เงินหมื่น เงินแสน อาจจะจ้างเขาทำงานให้ได้ แต่ที่นี่เขาทำด้วยความรัก และความผูกพันธ์ ซึ่งเงินไม่สามารถซื้อได้ในสังคมแห่งนี้

เชาชอบมาบ้านชมทุ่ง เชามาครั้งแรกตอนบ้านหลังนี้ยังหลังน้อยๆ กว่านี้อีก จนผมขยายมาอีกห้องแล้ว เวลาเขาว่าง หรืออยากจะคุยกับผมนานๆ เขาจะมานอน มาคุยกับผมด้วยเสมอ เขาชอบนอนที่หน้าตู้เย็น ในวันที่เขาเสียจนถึงวันนี้ เวลาผมกลับบ้าน และมองในที่ ที่เขาเคยนอนเคยอยู่ที่ไร น้ำตามันอดไหลไม่ได้ จริงๆ

จนถึงวันนี้ ตอนนี้ผมยังชอบที่จะเปิดกระทู้ เปิดบทความ และดูรูปของเขาอยู่โดยไม่เบื่อ เชายังจะอยู่ในชมไทย และในใจผมเสมอ

สิ่งที่ผมจะทำได้ในเวลานี้ เวลาที่เขาไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว คือดูแลรักษาสิ่งที่เขารัก สิ่งที่เขาใส่ใจ ให้ดีที่สุด คือทุกอย่างในความเป็นชมไทย ผมสัญญา

ใบไม้ ได้ร่วงร่นลงพื้นไปแล้ว ไม่ว่าจะร่วงร่นด้วยลมที่พัดปลิว หรือแห้งตายตกลงมาตามกาลเวลา ทุกใบที่ร่วงร่น มันได้บันทอนความรู้สึกของผมทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะเดินจากไป เพราะอะไร หรือจากไปแบบเชา ความรู้สึกเสียใจ น้ำตาที่ไหล มันเก็บอยู่ในใจเสมอ ผมแค่ไม่อยากให้คนที่จากไปไม่สบายใจเท่านั้นเอง

ชมไทย เป็นสังคมอิสระที่เราจะเข้ามา หรือจากไปตอนไหนก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเสียดายจริงๆ คือมิตรภาพ ที่กว่ามันเกิดขึ้นมา มันคงใช้เวลาในการเรียนรู้กันพอควร ความรู้สึกเสียได้ ก็เรียกมันกลับมาได้ไม่ใช่หรอ ในเมื่อวันนี้เรายังมีลมหายใจกันอยู่ หรือจะรอให้เราต้องจากกันไปแบบนี้ … มีสิ่งดีๆ ที่สวยงามตั้งหลายอย่างที่ให้เราได้เลือกมอง เลือกสัมผัส

ในพิธีงานศพของเชา ผมได้เห็นเพื่อนๆ ที่รักเชามากันมากมาย ตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้มาพบ มาเจอกันอีกได้ไหม ผมเองก็ยังไม่รู้แต่อยากให้มันเป็น และอยากให้มิตรภาพดีๆ มันเกิดขึ้นมาอีกครั้ง

ผมไม่รู้ว่าต่อไปใบไม้ใบไหนจะร่วงร่นอีก รวมทั้งผมเอง แต่ถึงเวลานั้น เวลาที่มันจะร่วงร่น ใบไม้จะได้ถามตัวเองว่า เวลาที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราได้ให้อากาศที่บริสุทธิ์ เราได้ทำหน้าที่ให้ความชุ่มชื่นต่อโลก เราได้ให้ร่มเงา และเมื่อร่วงร่นแล้วเราไปเป็นปุ๋ยให้ ต้นไม้ยืนยงแข็งแรงหรือยัง ผมว่าเชาได้ทำหน้าที่ตรงนี้ได้เต็มที่และดีที่สุดแล้ว

“เพื่อนไม่ว่าเอ็งจะไปอยู่ไหน ไม่ว่าเอ็งจะทำอะไร มิตรภาพของเอ็งกับข้ามันไม่มีวันจบแน่นอน”

ด้วยรักและอาลัย ….. เชา เชา ณ ชมไทย

จากผม เอก ชมไทย จนกว่าเราจะได้เจอกัน

ความรู้สึกของฉันที่มีต่อค่ายไออุ่น5

นี่เป็นข้อความที่ถอดมาจากคำพูดของฉัน ในคืนวันที่สอง ณ บ้านตะโด้กุย สถานที่ซึ่งพี่ๆชาวไออุ่นตั้งอกตั้งใจไปมอบไออุ่นให้น้อง อาจจะไม่เหมือนเป๊ะทุกคำพูดแต่เนื้อความยังเหมือนเดิม ฉันอยากเก็บมันไว้เป็นความทรงจำดีๆที่นี่…ชมไทย

“สวัสดีค่ะ ชื่อป้าแขกค่ะ พี่มาค่ายไออุ่นครั้งแรกตอนไออุ่น 1.2 จากนั้นก็มาทุกครั้งเลยค่ะ ขอพูดความรู้สึกส่วนตัวก่อนนะ สำหรับค่ายไออุ่นไม่ว่าจะจัดขึ้นที่ไหน เมื่อไร สำหรับพี่จะต้องไปให้ได้ พี่จะบุ๊คเวลาของพี่ไว้เลย พี่ขอสารภาพว่าที่ตั้งใจทำค่ายก็เพื่อเด็กๆส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในฐานะที่เป็นชมไทย พี่ก็อยากมาทำงานกับเพื่อนชมไทย เหมือนที่พี่จิ๋วบอก “ก้อต้องได้ เราพวกกัน” (ตอนนั้นน่าจะพูดว่ามีชมไทย ก็มีไออุ่น มีไออุ่น ก็มีชมไทย …แต่เพิ่งนึกได้ 555) ส่วนในฐานะประธานค่ายไออุ่น ซึ่งในตอนแรกคิดว่าพี่เอกพูดเล่น ไม่คิดว่าจะได้เป็นจริงๆ แต่เรื่องตำแหน่งช่างมันเถอะ ในฐานะประธานค่าย คนแรกที่อยากจะขอบคุณ เค้าไม่ได้อยู่ ณ ที่นี้ แต่เค้าเป็นคนที่เสียสละบริจาคทุนทรัพย์ สิ่งของต่างๆ (แม้กระทั่งแรงกาย อันนี้ลืมพูด) มาให้แก่เด็กๆที่นี่ ของบริจาคเยอะมาก คนที่สองที่จะขอบคุณคือมอร์ มอร์ทำงานหนักมาก ปีนี้นับว่าพี่ได้มาทำงานเบื้องหลังเยอะมาก รู้เลยว่าโคตรเหนื่อย (อันนี้ลืมตัว ใช้คำไม่สุภาพ แหะๆๆ) พี่ยังต้องเรียนรู้จากมอร์อีกเยอะมาก และคนที่สามที่จะขอบคุณคือพี่เอก (เอกราช ประธานชมลม ชมไทย) ที่ให้โอกาสพี่มาทำงานค่ายนี้ แม้วันนี้พี่เอกไม่ได้มา แต่ก่อนวันงานจริงพี่เอกทำงานเยอะมาก เหนื่อยมากเหมือนกัน และสุดท้ายที่จะขอบคุณ คือน้องๆอาสาทุกคนที่อยู่ที่นี่ ขอบคุณชาวไออุ่นทุกคน พี่อยากขอบคุณจากใจ แต่พี่รู้ว่ามันคงเทียบไม่ได้กับความรู้สึกดีๆที่น้องได้รับด้วยตัวเอง จากคำพูดของน้องๆที่ได้พูดออกมา พี่อยากให้ทุกคนจดจำช่วงเวลาดีๆนี้เอาไว้ ขอบคุณค่ะ”

ขอให้ภูมิใจ…ถ้าได้เป็นที่พักใจของใครสักคน

บางคนชอบตัดพ้อด้วยความน้อยใจว่า
“ตัวเราเป็นแค่เพื่อน ไหนจะสำคัญเท่าแฟน”
หรือ “เป็นแค่ที่พัก เวลาเขาไม่มีใครเท่านั้น”

ที่ที่เป็นความสุขในชีวิตคนเราจริงๆ
มีอยู่ไม่กี่ที่นักหรอก

ที่จริงเธอเป็นที่ตั้งเพื่อนต่างหาก
หรือเป็นที่ตั้งที่สำคัญที่ทำให้เขาคลายทุกข์
เพราะคนอื่นให้เขาไม่ได้อย่างที่แกให้นะ
ไม่งั้นเขาจะมาหาแกทำไม

ทางออกในชีวิตคนเราเวลามีความทุกข์มักแตกต่างกัน
บางคนมีความทุกข์ เขาเลือกที่จะทำร้ายตนเอง
บางคนเลือกที่จะทำร้ายคนอื่น
ยกเว้นตัวเอง

เวลาที่ฉันเป็นทุกข์
ฉันจะทำอะไรก็ได้ให้จิตสำนึกรู้ว่า
ตอนนี้ฉันต้องรักตัวเอง
เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกแย่มากกว่าที่เป็นอยู่

ช่วงไหนที่ฉันสวยเลิศเชิดหยิ่ง
แต่งตัวดี ดูแลตัวเองดีผิดปกติ
แต่งหน้าสวยสดใส ผมเรียบเนี้ยบ
ใครๆ มักจะคิดว่าฉันกำลังมีความสุข
หรือมีความรัก…

ยกเว้นคนที่เป็นที่พักกายพักใจของฉัน
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน แล้วมาเจอกัน
ถ้าสภาพฉันดูดีผิดปกติ เขาจะถามทันที
“แกเป็นบ้าอีกแล้วเหรอ”

ถ้าเมื่อไหร่ฉันโทรม
หัวยุ่ง พุงป่อง สิวเขรอะ เป็นผีบ้า แล้วมาเจอกัน
เขาจะถามฉันทันที “หายบ้าแล้วเหรอ”

จิตใจคนเป็นสิ่งซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อ…
มันเป็นเหตุผลหนึ่ง
ที่ฉันจะไม่เล่นเกมเดาใจกับใครทั้งนั้น

หัวใจเป็นสิ่งลึกล้ำ
ถ้าอยากรู้ว่าใครอารมณ์ไหน คิดอะไร
ฉันถามเลย ไม่เดาให้เมื่อยหรอก
เพราะหัวใจไม่ใช่นิสัย
ถึงจะรู้กันได้ง่ายๆ

ถ้าช่วงไหนบ้านานผิดปกติ
เขาจะบอก

“มาหาฉันสิ เวลาฉันเหนื่อย ฉันจะไปหาแก
แต่ถ้าแกเหนื่อย แกมาหาฉันนะ”

พอมาเจอกัน ต่างคนต่างสนุกสนาน
ไม่นึกถึงปัญหาหรือความทุกข์เลย
เสร็จแล้วก็ห่างกันไปตามจังหวะชีวิต…

ถ้าเราต่างคนต่างยังสู้ไหว
เราจะไม่เจอกันเลยเป็นเดือน เป็นปี
ที่พักใจนี่ต้องไม่ใช่แฟนอย่างเด็ดขาด
(นั่นน่ะตัวดีเลย อาจทำให้เหนื่อยหนักเข้าไปอีก)

เขาอาจจะเป็นเพศตรงข้ามที่เข้าใจกัน
คุ้นเคยสนิทสนม หรือเพศเดียวกันก็ได้
(แต่ฉันมีไว้หลายคนเชียวล่ะ)
เป็นบุคคลที่อยู่นอกโลก นอกสังคม
(ที่ว่านอกนี่นอกสังคมของแกนะ ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว)

เป็นคนนิรนามที่ไหน แต่เป็นคนยิ่งใหญ่สำหรับเรา
ฉันก็เป็นคนนิรนามทั่วไป
แต่ยิ่งใหญ่สำหรับเขาเหมือนกัน

เมื่อพักกายพักใจแล้ว
หลังจากนั้นพอเราออกมาเจอความจริง เราจะมีแรงสู้
ก็หายเหนื่อยทั้งกาย หายเพลียทั้งใจแล้วนี่

ถ้าเขาทำให้แกหายเหนื่อยแล้ว
อย่าลืมดูแลรักษาคนสำคัญของเธอไว้

และขอให้รู้ว่า แกเป็นคนโชคดี
เพราะยังมีใครอีกหลายคน
ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ที่ไหนดีสำหรับตัวเอง

“ถ้าเธอมีใครสักคน…
สำหรับพักกายพักใจเวลาเหนื่อยแล้ว
ก็อย่าลืมเปิดหัวใจให้คนอื่นมาพักกับแกบ้าง”

- – - – - – - – - – - – - – - – - – - – - – -
โดย ยืนอย่างเชื่อมั่น. กรุงเทพฯ : ใยไหม, 2546

“มีเธอผ่านปลายปากกาและกระดาษ”

ตั้งแต่เธอได้ก้าวเข้ามาในชีวิต ชีวิตฉันก็เปลี่ยนไป ดูสดใสมีชีวิตชีวา
จากที่เคยอยู่อย่างเดียวดายใช้ชีวิตเพื่อให้ตัวเองมีความสุขไปวันๆ
จากคนที่ผิดหวังเพราะรักมาตลอด
จากคนที่ถูกปฏิเสธมาตลอดก่อนที่จะมีเธอ
ฉันเคยไขว่คว้าหาคนที่จะมาร่วมชีวิตหลายต่อหลายครั้ง จนตัวฉันคนพบว่าการจะหาใครสักคนนั้นยากมากๆ ไม่ใช่ตัวเราที่เป็นฝ่ายเลือก แต่เราต้องเลือกซึ่งกันและกัน ฉันเลือกเธอเธอเลือกฉัน
แล้ววันหนึ่งฉันเจอคนที่ค้นหามานานก็คือ “เธอ”
เธอเติมเต็มในส่วนที่ฉันไม่มี
เธอให้ในสิ่งที่ฉันไม่เคยได้รับจากใคร
เธอสอนให้เข้าใจในรักแบบฉบับของเธอ

ตั้งแต่วันที่เธอได้เข้ามาแต่งเติมชีวิตที่อ้างว้างให้ดูมีคุณค่าและความหมายมากขึ้น สำหรับตัวฉันเองและตัวเธอเอง
ทำให้ฉันเติบโต ทำให้เธอเติบโต นี่สิคนที่ค้นหามานาน
ความเข้าใจคงไม่มากพอหรอกที่ทำให้เราเปิดตัวเข้าหากันมากขนาดนี้ ฉันคิดว่าเราต้องการเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่า
จึงทำให้เราปรับเข้าหากันได้มากขนาดนี้ คำสัญญา การให้คำมั่น มันก็เกิดขึ้นตามมามากมายเพื่อความวางใจซึ่งกันและกัน
โดยส่วนตัวแล้วการดำเนินชีวิตแบบนี้มีความสุขมากๆเลยที่มีคนเดินร่วมทางกัน มีกันและกันตลอดเวลา

แต่แล้วเมื่อวันที่เธอต้องห่างไกล ฉันจะต้องทำอย่างไร เมื่อเธอเริ่มถอยห่างออกไปเรื่อยๆ
แม้ห่างกันแค่คืบแต่กลับรู้สึกไกลกว่าศอก แม้เธออยู่ในอ้อมแขนก็รู้สึกว่าเธอไม่อยู่ ไม่มีเธอ ตัวเธออยู่แต่ใจเธอหายไป
ช่างเถอะ “ไม่เป็นไร” ถ้าเธอมีใครใหม่แล้วก็ขอให้เธอมีความสุขมากๆ
ทำเพื่อกันและกันแต่ถ้าเหนื่อยนักก็แวะมาพักได้นะ ” ฉันยังอยู่ ”
อยู่ให้กำลังใจเธอ แม้จะไม่ใช่ในฐานะเดิม ใจจริงฉันอยากจะรั้งเธอไว้ใจจะขาด
แต่เมื่อในใจเธอมีเขาเข้ามาแทนฉัน ฉันจะทำอย่างไรได้เล่าก็คงต้องปล่อยเธอไป และพยายามทำใจให้ได้ เมื่อเธอเดินออกไปจากชีวิตอย่างไม่มีเยื้อใย
ตอนนี้คงทำได้แค่ “บอกเธอผ่านปลายปากกาและกระดาษเท่านั้น” แค่นั้นเองที่ฉันทำได้
อยากบอก อยากปฏิบัติให้เป็นเช่นเดิม เหมือนช่วงที่เรามีเรา มันก็คงยาก ยากมากๆ เพราะถ้าทำอย่างนี้ฉันอาจจะกลายเป็นคนอื่นไปเลยก็ได้

“ฉันเหงา……….” “ฉันเหนื่อย………….” “ฉันท้อแท้……….” “ฉันเศร้า…….”
“ฉันคิดถึงเธอ……” “เธอมีฉันอยู่ตรงนี้นะ…..” “ฉันเป็นกำลังใจให้เธอนะ.”
ฉันบอกเธอได้ตลอดเวลาเพียงแค่ผ่านกระดาษเท่านั้น

ฉันเข้าใจว่ามันเป็นการหลอกตัวเอง ทำให้ตัวฉันเองเข้าใจไปว่าเธอยังอยู่ข้างกายฉันเสมอ
ฉันยังติดต่อกับเธอได้ตลอดเวลาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ในความจริงสิ่งที่ขาดหายไปก็คือทั้งตัวและใจเธอ
แต่ฉันก็สามารถมีเธออยู่ตลอดเวลา มันก็เหงาบ้างในช่วงเวลาที่อยากให้เธออยู่ข้างๆยามที่ฉันท้อแท้ แต่ฉันคิดเสมอว่าเธออยู่ใกล้ฉันตลอดเวลา เป็นกำลังใจให้อยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเธออาจจะไม่กลับมาหรือรับรู้ความเป็นไปของฉันเลย
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันจำเธอได้ในสิ่งที่ดีๆที่เราทำให้แก่กันและกัน เธอให้ฉันฉันให้เธอ เรื่องราวดีๆหลายอย่าง ช่วงเวลาที่ผ่านเข้ามา และเลยผ่านไป สิ่งที่ฉันอยากจำมีแต่เรื่องดีๆ ส่วนเรื่องไม่ดีที่เกิดขึ้นที่เธอทำกับฉัน ฉันทำกับเธอ ก็ช่างมันเถอะ ปล่อยมันเป็นอดีตที่เป็นบทเรียน ไม่อยากให้มันเป็นปมชีวิตที่มองไปเมื่อไหร่ก็เจอของฉัน
เวลานี้ฉันต้องอยู่อย่าง “คนรู้จัก” ไม่ใช่คนรักของเธอ ฉันได้แต่เฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ ฉันอยากดูแลเมื่อเธอเกิดปัญหา ฉันอยากเป็นกำลังใจให้เธอในวันที่ท้อแท้ ฉันอยากบอกว่ารักที่มีให้ไม่เคยเปลี่ยนไป ไม่หายไปไหนแต่ก็ไม่ลดลง แต่ฉันจำต้องอยู่ห่างๆเพื่อให้เธอเป็นตัวเธอมากที่สุดและทุกๆวัน ฉันก็เฝ้ามองเธออยู่ เธออาจจะคลาดสายตาไปบ้างแต่ก็พยายามมองหาเธออยู่เสมอ ได้เพียงแค่มองเท่านั้น
อยู่ๆก็นึกถึงเพลงนี้ ไม่รู้ทำไม ตัวฉันอาจเป็นอย่างเช่นเพลงนี้ก็ได้ ” เพื่อเธอตลอดไป ”
แต่การทำเพื่อเธอมันก็มีขอบเขตอยู่บ้างใช่ว่าจะทำหัวปักหัวปำทำเพื่อเธอทุกเรื่อง
ฉันไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง ฉันไม่ใช่ไม่กล้าเปิดรับใครใหม่
ฉันไม่ได้อยู่ในโลกส่วนตัว ฉันไม่ได้กลัวที่จะมีความรัก
ซึ่งตอนนี้แม้เธอหมดรักไป ฉันก็ยังเป็นคนที่ดูแลเธอในฐานะคนคนหนึ่งห่วงใยเธออยู่ห่างๆ
มอง………..รอ………..คอย………อย่างคนที่เจ็บปวด และเชื่อมั่นว่าเธอจะมองเห็นคนที่เธอเคยปล่อยทิ้งไว้ลำพัง ยังคอยเป็นกำลังใจให้เธออยู่เสมอ
ฉันขอขอบคุณที่เธอทำให้ฉันรู้จักช่วงเวลาแห่งความสุขอีกครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ทำให้ฉันยิ้มได้ตลอดเวลา
ถึงในเวลานี้ฉันจะไม่มีเธอ และมีใครใหม่ได้เข้ามาในชีวิตฉัน เขาก็ไม่อาจที่จะแทนที่เธอได้ เพราะไม่มีใครแทนที่ใครได้
คำว่ารักของฉันได้ให้เธอไปแล้วกว่าฉันจะมอบให้ใครใหม่ได้นั้น มันอาจจะใช้เวลานาน นานมากๆ
กว่าที่ฉันจะรักใครใหม่ได้ อาจจะ ปี 2ปี 5ปี 10ปี หรืออาจจะนานกว่านั้นแต่ก็ช่างเถอะเอาแน่อะไรกับชีวิตไม่ได้

จวบจนวันนี้ ฉันนั่งมองฟ้า ฟ้าก็ยังเป็นฟ้าเดิม ถนนที่เคยเดินผ่านก็ยังเป็นเช่นเดิมมีแต่เพียงการเวลาเท่านั้นที่เปลี่ยนไปและอายุขัยที่มากขึ้น
ทำให้ฉันเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้นและรู้ว่า”เธอ” ยังต้องการอะไรอีกมากมายในชีวิต ที่เขาไม่สามารถให้ได้
และตัวเธอไม่สามารถหาได้ นอกจากเธอและเขาร่วมกันสร้างขึ้น
ตอนนี้ถ้าถามว่ายังรักเธอไหม? ก็ยังบอกได้อยู่ว่ารัก และถ้าถามว่าห่วงเธอมากไหม? ก็ยังห่วงอยู่เสมอ
แต่ตัวเธอก็ต้องดำเนินชีวิตในแบบที่เธอได้เลือกไว้ซึ่งมีเขา แม้เธอเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากฉัน
ฉันก็ไม่สามารถช่วยเธอได้เพราะเขาของเธอไม่ต้องการให้ฉันเข้าไปวุ่นวายชีวิตของเขาและเธออีกต่อไป
เมื่อเธอมีปัญหา ฉันคือทางออกที่เธอนึกถึงและเป็นที่ระบายสำหรับเธอ……………
เมื่อเธอมีความสุข ฉันกลายเป็นตัวปัญหา……….. สำหรับเธอและเขา
เมื่อเธอมาขอให้ช่วย แล้วฉันช่วยได้เท่าที่ฉันทำได้…
แต่…ฉันเป็นคนไร้ความสามารถไม่มีประโยชน์…เพราะช่วยเธออย่างที่เธอต้องการไม่ได้
ช่างเถอะ!……. ช่างมัน……! มันไม่มีอะไรยากเกินไปหรอกชีวิต ถ้ารู้จักเรียนรู้และแก้ไข กับสิ่งที่ตัวเองเป็นคนสร้างขึ้น
แต่ถ้าวันหนึ่งเมื่อเธอกลับมาหาฉันก็คงบอกได้เพียงแค่ “อย่าไปคิดมากนะ พี่ผ่านมันมาแล้ว” “ใช้สิ่งที่ผ่านมาเป็นบทเรียนนะ”
“พี่เป็นกำลังใจอยู่ตรงนี้นะ ขอให้คิดแค่พี่นะ อย่าเกินเลย จะทำให้เราทั้งคู่เจ็บเปล่าๆ”
กระดาษ………ปากกา………ตัวหนังสือ ทุกๆถ้อยคำที่ร้อยเรียงออกมาเป็นข้อความจากฉันที่อยากให้เธอได้รับรู้และเข้าใจ

สองสิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากบอกเธอคือ ฉันคิดถึงเธอเสมอมาไม่ว่าเวลาใด
เธอคือคนที่ฉันรักนะ แม้อะไรมันจะเปลี่ยนไปเธอก็ยังอยู่ในใจฉันเท่านั้น
แค่ในใจเท่านั้น………..
แค่ในใจเท่านั้น………..
แค่ในใจเท่านั้น………..

คนสำคัญ

ในชีวิตของเรา…ใครกันที่สำคัญที่สุด คนสำคัญที่ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล เราจะรักและเคารพท่านสุดหัวใจไม่มีวันลืม คนที่เราจะระลึกถึงแม้ยามสุขหรือทุกข์ คนที่ให้เราทั้งชีวิต ….รักพ่อที่สุดในโลกจ้ะ… ^_^

ภาพจาก kapook.com

ความรัก กับ ต้นหญ้า… เรื่องราวของอาจารย์และลูกศิษย์

อาจไม่ได้ถูกและจริงเสมอไป

แต่ก็เป็นอีกมุมองที่ดีครับ

ความรัก กับ ต้นหญ้า… เรื่องราวของอาจารย์และลูกศิษย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…

มีครูกับลูกศิษย์นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งใกล้กับสนามหญ้าอันกว้างใหญ่

ทันใดนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งก้อถามขึ้นมาว่า

ลูกศิษย์ : อาจารย์คับ ผมสงสัยจังเลยว่า เราจะหาคู่แท้เราเจอได้ไงคับอาจารย์บอกผมหน่อยได้ไหม คับ?

อาจารย์ : (เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะตอบ) อืม มันเป็นคำถามที่ยากนะในขณะเดียวกันมันก็เป็นคำถาม ที่ง่ายเหมือนกันนะ

ลูกศิษย์ : (นั่งคิดอย่างหนัก) อืม?….งงอะไม่เข้าใจ

อาจารย์ : โอเค งั้น เธอลองมองไปทางนั้นนะ ตรงนั้นน่ะ มีหญ้าเยอะแยะเลยใช่ไหม

เธอลองเดิน ไปหาหญ้าต้นที่สวยที่สุด แล้วเด็ดมาให้ครูสิ ต้นเดียวเท่านั้นนะ

แต่ว่า เวลาเธอเดินเนี่ย เธอต้องเดินไป ข้างหน้าอย่างเดียวนะ ห้ามเดินถอยหลังเข้าใจไหม

ลูกศิษย์ : ได้เลยครับ จาน รอสักครูน่ะครับ (ว่าแล้ว ก้อวิ่งตรงไปยังสนามหญ้า)หลังจากนั้นไม่นาน….

ลูกศิษย์ : ผมกลับมาแล้วครับจาน

อาจารย์ : อืม…แต่ทำไมครูไม่เห็นต้นหญ้าสวย ๆ ในมือเธอเลยหละ

ลูกศิษย์ : อ๋อ คืองี้ครับจาน ตอนที่ผมเดินไปแล้วผมเจอต้นหญ้าสวย ๆ เนี่ย

ผมก้อก้อคิดว่า เออ เดี๋ยว ก้อคงเจอต้นที่สวยกว่านี้

ดังนั้นผมก็เลยไม่เด็ดมันแล้วผมก็เดินไปเรื่อย

รู้ตัวอีกที มันก็สุดสนามหญ้าแล้ว ครับจะเดินกลับก้อไม่ได้ เพราะจานสั่งห้ามไว้

อาจารย์ : นั่นแหละ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริงหละ …เรื่องนี้ต้องการที่จะสื่ออะไรกับเรา

ต้นหญ้า ก็คือ คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวคุณต้นหญ้าที่สวยงาม ก็คือ คนที่คุณชอบ หรือคนที่ดึงดูดคุณนั่นแหละ

ส่วนทุ่งหญ้าก็คือ เวลา …

เวลาที่คุณจะหาคู่แท้ของคุณ อย่ามัวแต่เปรียบเทียบ แล้วคิดว่าคงจะมีที่ดีกว่านี้

เพราะถ้าคุณ มัวแต่ เปรียบเทียบคุณจะเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

อย่าลืมว่า…“เวลาไม่เคยย้อนกลับ”

ไม่ใช่แค่ความรักเท่านั้น เรื่องนี้ ยังสามารถใช้ได้กับการหาคนที่จะมาทำงานร่วมกับคุณในชีวิต

หรือ แม้กระทั่งงานที่เหมาะสมกับคุณ

ดังนั้น มันจึงเป็นสัจธรรม ที่ว่า …“จงรัก และ ไขว่คว้าโอกาสที่คุณมีในขณะนี้ อย่ามัวแต่เสียเวลา บางครั้งคนเราก็มีโอกาสเลือกแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น…”

credit – Forward mail

count down ไออุ่น 5

วันนี้มีการประชุมใหญ่ให้ชาวไออุ่นได้ร่วมพูดคุยอัพเดทและทบทวนงานต่างๆ เพื่อให้เกิดความพร้อมก่อนวันเดินทางที่กำลังใกล้เข้ามาอีกประมาณ 1 อาทิตย์จากนี้ ปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมาคือจำนวนอาสาสมัครที่ลดลง ไม่ถึง 100 คนเหมือนทุกปี บางปีก็เกินร้อย ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่ว่าจะบ่นนะ จิตอาสาเป็นเรื่องความคิดส่วนบุคคล ฉันไม่อะไรอยู่แล้ว เพียงแค่ใจหายว่าหวังว่ามันคงไม่ได้ลดลงเรื่อยๆ เพราะงานค่ายเป็นงานที่ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ได้เกิดขึ้นได้จากคนๆเดียว คำว่าจิตอาสาเป็นคำสั้นๆ แต่มันมีอะไรหลายอย่างในนั้น อย่างแรกที่สำคัญคือเราคิดที่จะแบ่งปัน แบ่งปันได้ก็จะต้องมีอะไรตามมาอีกเยอะ มีน้ำใจ เสียสละ อดทน รับผิดชอบ เรียนรู้ ยอมรับ …. เพื่อให้งานทุกอย่างสำเร็จลงได้และถึงเป้าหมายที่สำคัญทั้งหมดทั้งมวลคือเด็กๆรอรับไออุ่นจากพี่ๆ ณ ดินแดนห่างไกล ที่เราพยายามดั้นด้น ฝ่าฟันไปให้ไออุ่นแก่เค้า พวกเค้ารอไออุ่นจากพี่ๆอยู่ หวังว่าเวลาที่ผ่านมาทั้งในการสำรวจค่าย เตรียมงานต่างๆ งานครูอาสา กระทั่งค่ายวันจริงที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า เรามุ่งหวังจะเห็นเด็กๆมีโอกาสทางการเรียนรู้ที่มากขึ้นและที่สำคัญ…รอยยิ้มเสียงหัวเราะของพวกเค้าคงเป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่สำหรับพี่ๆชาวไออุ่นทุกคน

ไออุ่น….เฮ้ ^_^