Category Archives for บันทึกการเดินทาง

ประตูน้ำจุฬาฯ รังสิตถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เราได้อะไรจากสถานการณ์น้ำท่วม

น้ำท่วมประเทศไทยปีนี้ไล่เลี่ยงมาตั้งแต่ภาคเหนือตอนบน ผ่านภาคกลาง และไหลลงมาสู่ กรุงเทพฯ สร้างความเสียหายและเดือนร้อนให้อย่างมหาศาล สาเหตุจะเป็นอย่างไร เพื่อนๆ ทุกท่านคงได้รับข่าวสาร จากสื่อต่างๆ มามากพอ แต่ก็อยู่ที่ดุจพินิจของแต่ล่ะท่านว่าจะตีความ และเชื่อแบบไหนซึ่งไม่ผิด ไม่ถูกอะไร แต่ถึงอย่างไรในตอนนี้น้ำก็ท้วมไปแล้วหลายพื้นที่ ล่าสุดผมลุยน้ำขนของเอาที่จำเป็นออกจากที่ทำงาน ม.เกษตร หลังจากย้ายเขามาพักตอนที่บ้านตัวเองที่สายไหมถูกน้ำท่วมไปก่อนหน้านี้แล้ว

ในเวลาที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเป็นอาสาสมัคร กรอกถุงทราย หลายพื้นที่ ทั้งที่ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ย่านรังสิต ปทุมธานี โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย 2 เขตสายไหม ในการทำแนวกั้นคลองหกวาสายล่าง แนวรอบ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นศุนย์พักพิงผู้ประสบภัยและล่าสุดที่ สนามบินสุวรรณภูมิ วันนี้แนวกั้นต่างๆ ส่วนใหญ่มิอาจต้านทานความแรงของกระแสน้ำได้ ทำได้แต่เพียงชะลอ และยืดระยะการไหลมาท่วมของน้ำเท่านั้นเอง

ซึ่งจริงๆ แล้วจุดนี้ผมคิดว่าอาสาทุกท่านที่มาช่วยงานก็คิดคล้ายๆ กัน จากภาพที่ผมเห็นในทุกครั้งที่มาทำงาน ทุกคนที่ออกมาทำงานตรงนี้ล้วนมาด้วยจิตอาสาจริงๆ โดยที่ไม่ได้คิดมาก หรือมีเงื่อนไขใดๆ นัก ทุกคนทำงานด้วยความตั้งใจ อาจจะมีเครียดๆ บ้างในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่เราจะเห็นรอยยิ้มเสมอ การสนทนาต่างๆ เกิดขึ้นได้ง่ายโดยที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน เราได้เห็นภาพการอื้อเฟื้อต่อกัน
บางคนน้ำท่วมบ้านไปแล้วก็ออกมาช่วย เพราะไม่อยากให้คนอื่นน้ำท่วมเหมือนต้นเอง ฟังแค่นนี้ก็อิ่มใจเหมือนกัน มันเป็นภาพที่ไม่ได้เห็นมานาน ก่อนนี้เราสังคมเรนแบบนี้าค่อนข้างแตกแยกทางความคิดกันมามาก ผมคิดในใจและรู้สึกดีนะ บางที่ในยามเดือนร้อนกัน เราก็ลืมๆ เรื่องนี้ไปบ้างเหมือนกัน ระหว่างนี้ผมนอนบ้านน้องๆ เพื่อนๆ ในชมไทย หลายบ้าน โดยผลัดเปลี่ยนกันไป นี่เป็นน้ำใจจริงๆ จากทุกคนที่ผมได้รับ ในยามนี้

งานอาสาที่ทำส่วนใหญ่ก็จะทำหลังเวลาเลิกงานเป็นส่วนใหญ่ โดยชักชวนบ้าง ติดตามบ้าง ไปกับน้องๆ เพื่อนๆ กลุ่มชมลม ชมไทย และเพื่อนชาวอาสาที่สนใจ ในเวลาปกติก็เหมือนเพื่อนๆ ทั่วไป นั่งอยู่หน้าคอมเล่นเฟสบุ๊ค ดูข่าว ดูเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาหลากหลายเรื่องราว ได้รับสารหลายทิศทาง หลากหลายอารมณ์ ที่จะระบายกันออกมา แสดงความคิดกันต่างๆ ออกมา

… เดี๋ยวนี้เรามีพื้นที่ในการแสดงออกเยอะขึ้น แต่ผมไม่เคยลืมโลกแห่งความจริงเลย ว่ายังไงชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
ว่าเรากำลังเดินทางหาความสุข และอยากให้คนรอบๆ เรา มีความสุข กลับมาเรื่องงานอาสาต่อดีกว่า สิ่งที่ทำเชื่อไหมว่า ในยามที่วิกฤติน้ำท่วมอย่างนี้ มันเกิดความสุขหลายอย่างในการออกมาช่วยงาน งานถนัดก็ไม่พ้นกรอกทราย ตักทราย เพราะมันสามารถทำได้ตอนนั้นและเดี๋ยวนั้นเลยยามนี้อะไรที่ทำได้เลยก็อย่างจะช่วยทุกอย่าง ทำแล้วมันเหมือนเป็นสิ่งเสพติด ที่ต้องออกไปทุกวัน ไปเจอเพื่อนๆ ไปกินข้าว กินขนม กินน้ำ บางที่ทำงานบ้าง อู่บ้าง แต่มีความสุขที่ได้มา ได้มาเห็นความสามัคคี ร่วมมือร่วมใจ ของเหล่าอาสา แล้วมันก็เกิดความสุข ความปิติ

การกรอกทรายบางทีมันก็ได้อะไรมากกว่าที่เราคิด เราได้เพื่อน ผมรู้จักน้องๆ ที่มาช่วยกรอกทรายทั้งผู้ชาย และผู้หญิง บางคนเจอกันที่รังสิต และก็มาเจอต่อที่สายไหม บางคนเจอที่รังสิต ขอเบอร์ ขอ fb กัน คุยกันจะแนะนให้มาที่ศูนย์เกษตร และทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ คิดว่าหลายๆ ท่านที่อาสามาทำงานก็คงได้รับความรู้สึกแบบผมเช่นกัน

วันนี้ไม่รู้ว่าน้ำ มันจะท่วมไปถึงไหนแล้ว แต่สำหรับผม น้ำใจของคนไทย ยังคงมีไม่เคยขาดเสมอ บางที่ บางสิ่ง ที่มองได้ในเวลานี้ เรามามองกันในมุมดีๆ มุมแหล่งความสุข การแบ่งปัน กันเยอะๆ ก็ดีนะครับ มุมไม่ดี มีความทุกข์ มุมแห่งความแตกแยก เราเห็นเยอะแล้ว

เวลานี้เรามาช่วยกันสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันความสุข และสร้างสรรกันเถอะครับ

เอก ชมไทย

เรื่องเล่าจากภาพถ่าย

เช้าวันที่สดใสมาก เมฆฝนลาภูเก็ตไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ฉันซักผ้ารวดเดียว 2 ถัง เป็นการประเดิมวันสดใส

คิดภายในใจกรุ้มกริ่ม วันนี้ต้องมีวิวสวยๆ บนเขาป่าตองอีกแน่ๆ เพราะหลังฝนตกหนักหลายๆวัน ภูเก็ตจะเหมือนเมืองในหมอก

เพราะไอน้ำพร้อมตัวกันลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างสวยงาน ภาพนี้เคยเห็นด้วยสาตาตัวเองมาแล้วหลายครั้ง ปกติขับรถมอเตอร์ไซค์

จะไม่ค่อยได้วอกแวก ดูวิวข้างทาง แต่ครั้งนั้น ถึงขั้นขับรถขึ้นเขาเป๋ไปอีกเลนส์เลยทีเดียว

 

แล้วสิ่งที่คิดไว้ก็เป็นจริง แดดอ่อนๆ ตอนเจ็ดโมงแบบนี้ ฉันจอดรถตรงทางระหว่างขึ้นเขาเพื่อถ่ายรูป ด้วยความจำกัดของคุณภาพจากมือถือ แต่ได้ภาพนี้มาก็ถือว่าใช้ได้อยู่นะ วิวแบบนี้ไม่ได้เห็นบ่อยๆนัก ถ้าไม่ได้สนใจจะหันไปมอง

 

เรารักชีวิตที่นี่นะ ชอบกว่าตอนอยู่กรุงเทพ กรุงเทพไม่มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกอยากอยู่อีกแล้ว ที่นั่นไม่มีอะไรที่เรารัก นอกจาก “เพื่อน”

ตอนที่เราคิดจะมา สองจิตสองใจ เพราะห่างเพื่อนด้วย ห่างผู้ชายคนนั้นด้วย แต่พอหมอดูบอกว่า เนื้อคู่เราอยู่ที่นี่ ก็เลยมา … ฮ่าาาาาา

 

ข่าวสาร โครงการไออุ่นให้น้อง 1 เมื่อปี 2548 หลังจากกลับมาแล้วครับ

ไปค้นเจอข้อความที่เคยเขียนไว้หลังค่ายไออุ่น 1 ครับ
อยากเอามาลงไว้ที่blog แห่งนี้เพื่อเป็นบันทึกความทรงจำอีกครั้งครับ


ส่งข่าวสาร โครงการไออุ่นให้น้อง ฉบับที่ 1 หลังจากกลับมาแล้วครับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และผู้ให้ความสนใจ และสนับสนุนโครงการไออุ่นให้น้องทุกท่านครับ หลังจากที่เราได้ช่วยกันดำเนินงานให้กิจกรรมครั้งนี้สำเร็จลุล่วงกลับมาด้วยดีและน่าประทับใจกันทุกคน ก่อนที่จะพูดถึงผลต่อเนื่องของโครงการ ผมขอเล่ารายละเอียดเล็กน้อยๆ ซักนิดก่อนจะมาเป็นโครงการนี้นะครับ

เริ่มจากความคิดที่จะให้เพื่อนๆ ในชมไทย และผู้ร่วมสนใจทำโครงการลักษณะของการช่วยเหลือ สร้างเสริมให้กับชุมชน ที่ด้อยโอกาสกว่าเราในลักษณะของการรวบรวมสิ่งของไปบริจาค ที่ใดที่หนึ่งซักแห่ง ซึ่งตอนนั้นมีโอกาสได้คุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ เรื่องสถานที่ว่าจะไปที่ไหน และการดำเนินการจะเป็นอย่างไร หลายคน ซึ่งก็มีเพื่อนๆทีมงานไปสำรวจสถานที่มาหลายที่ จนในที่สุดก็ได้ข้อสรุปท้ายที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งตรงนี้น้องมอร์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่มูลนิธิรักษ์ไทยได้เสนอมา และเล่าถึงความลำบากของชุมชนชาวเขาที่นี่ จนได้ข้อสรุปร่วมกันของเพื่อนๆ ทุกคน ว่าโครงการนี้เราควรจะร่วมมือกับทางมูลนิธิรักษ์ไทย เพราะทางรักษ์ไทยอยู่ในพื้นที่นี้อยู่แล้ว จึงรู้กระบวนการ และความต้องการของชาวบ้านได้ดี

แผนการร่วมมือและดำเนินงานจึงเกิดขึ้นดังที่เสนอไว้ที่หน้าเพจโครงการไออุ่นแล้วนะครับ ทั้งการไปสำรวจชุมชน โรงงเรียน จำนวนนักเรียน จำนวนชาวบ้านทั้ง 3 หมู่บ้าน ความต้องการของชาวบ้าน การประชาสัมพันธ์โครงการ การประสานงานเรื่องการติดต่อรับบริจาค วางแผนการเดินทาง ซึ่งได้รับสิ่งของบริจาคเป็นจำนวนมาก และยังมีเงินสดที่บริจาคกันเข้ามาด้วย

เนื่องจากของบริจาคที่ได้รับมามีเป็นจำนวนมากแผนการดำเนินงานจึงมีการปรับกันตลอดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้ง วิธีการส่งของขึ้นไป การตรวจสอบความต้องการในสิ่งของที่เพื่อนๆ ที่ได้นำมาบริจาค ว่าขาดเหลืออะไรบ้าง ส่วนที่ขาดไปเช่น โต๊ะตั้ง ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภค อื่นๆ ทางเราได้ตัดเงินส่วนหนึ่งให้ทางมูลนิธิรักษ์ไทยเชียงใหม่ และเพื่อนๆ ที่อยู่เชียงใหม่ ช่วยกันซื้อมาให้ ส่วนยารักษาโรค อุปกรณ์การเรียน การสอน เครื่องกีฬา ทางชมไทยจะจัดซื้อไปจาก ก.ท.ม. และค่าใช้จ่ายในด้านการขนส่งสิ่งของ ซึ่งรายจ่ายตรงนี้มีใบเสร็จชัดเจน และได้ตรวจสอบร่วมกันแล้วทั้งชมไทยและรักษ์ไทย ซึ่งหนังสือขอบคุณตอนนี้เราทยอยส่งต่อผู้ร่วมบริจาคทุกท่านแล้วครับ

และโอกาสนี้ผมใคร่ขอชี้แจงผลการดำเนินงานหลังจากเสร็จสิ้น การมอบของแบบคร่าวๆ ให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจร่วมกันดังนี้นะครับ หลังจากบริจาคแล้วเรามีเงินที่เหลือจำนวนหนึ่ง ประมาณ 25,000 บาท (เดี๋ยวยอดเป็นทางการ พร้อมรายละเอียดการรับจ่ายเงินจะมาบอกกล่าวกันต่อไปนะครับ) ซึ่งเงินจำนวนนี้ผมเองในฐานะตัวแทนชมไทย และพี่ดิเรก ตันแทนของรักษ์ไทย มีความคิดเห็นตรงกันในเรื่องของการจัดเข้ากองทุนตั้งตนไว้ก่อน เพื่อให้เงินจำนวนนี้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเงินจำนวนนี้จะไปรวมกับเงินกองทุนประชากรของญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือ ทั้ง 3 โรงเรียน โดยให้ที่ทั้ง 3 โรงเรียนคือ โรงเรียนบ้านห้วยโค้ง โรงเรียนบ้านปิตูคี โรงเรียนบ้านห้วยตองหลวง ทำโครงการส่งมาเพื่อเบิกไปใช้ ทั้งด้านการศึกษา การเกษตร อาหารกลางวัน และอื่นๆ ที่จำเป็นต่อไปครับ ซึ่งทางอาจารย์ทั้ง 3 โรงเรียนได้รับทราบแล้ว

สุดท้ายนี้ผมก็ขอขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้อง ๆ และผู้สนใจทุกคนอีกครั้งครับ ที่ร่วมแรงร่วมใจกันให้โครงการไออุ่นจากพี่ให้น้องนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ด้วยดีและน่าประทับใจที่สุดครับ และหวังว่าในโอกาสต่อไปเราชาวชมไทยคงได้มีโอกาสได้ทำโครงการดีๆ แบบนี้เพื่อสังคมกันอีกครับ

เอก ชมไทย

Just nice Day

อากาศชื้นๆ กับเช้าหลังฝนพรำ เมื่อคืนฝนตกหนักมาก รู้สึกเป็นห่วงรองเท้าแต่ขึ้เกียจลุกจากใต้ผ้าห่มเหมือนทุกครั้งแต่ก็นอนไม่ค่อยจะหลับเท่าไร หลังจากจัดแจงกับชุดทำงานให้อาจารย์สำหรับเช้า

วิเคราะห์เวบชมไทย กับสถานการณ์การท่องเที่ยวปัจจุบัน

 

วันนี้มีเวลามานั่ง สำรวจดูเวบชมไทย โดยดูตัววัดที่ติดไว้ในส่วนต่างๆ ทั้งใน www.chomthai.com   ที่ติดไว้ในห้องภาพคนเดินทาง และ www.chomthailand.com      =  truehits ซึ่งจะเป็น บันทึกเรื่องราว ข้อมูลการท่องเที่ยวจังหวัดต่างๆ 

จากความรู้สึกเหมือนว่าคนจะเข้าชมเวบน้อยลง แต่ในความเป็นจริงคือยอดดูเวบ และความนิยมไม่ได้ลดลงเลยกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำตรวจสอบจาก pr google ปัจจุบันที่เราอยู่อันดับ 6    http://www.prchecker.info/     ซึ่งเป็นอันดับที่ดีมาก

 

ทั้งๆ ที่ข้อมูลจากห้องภาพ หรือ ส่วนต่างๆ ในเวบเราเพิ่มขึ้นน้อยลง   แต่ด้วยความที่เรามีฐานข้อมูลการท่องเที่ยวเก่าๆ โดยเพื่อนๆ ชมไทยช่วยกันแนะนำ เล่าเรื่องราวไว้เยอะมาก ปัจจุบบันกว่า 3500 กระทู้  ซึ่งจะมีทั้งข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ภาพถ่าย VDO  การเดินทาง ในเมืองไทยไว้เรื่อยๆ โดยตลอด ทำให้ผู้สนใจหาข้อมูลก่อนเดินทางเข้ามาชมเวบเรา อย่างต่อเนื่อง

 

จึงเกิดคำถามกับผมเหมือนกันว่า      เพราะอะไร ?????

คำตอบคือ สถานที่ท่องเที่ยวเมืองไทย ไม่ได้มีเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่  เรารู้จักสถานที่เดิมๆ ซ้ำๆ  จากสื่อ ฯ และการ ประสัมพันธ์ของ ททท  ซึ่งยังคงล่าช้า  กว่าสื่อเว็บไซด์ท่องเที่ยวที่เกิดจากคนที่รักการท่องเที่ยวมารวมตัวกันนำเสนอข้อมูล  ที่เป็นข้อมูลเชิงลึก อย่างตรงไปตรงมา  ไม่เสนอเชิงบวกจนเกินไป ซึ่งจริงๆ คงมีอีกหลายเวบที่กำลังทำอยู่

พูดให้เห็นภาพคือ 10 ปีที่แล้วเรารู้จัก ปาย  และ เมื่อ 3 – 4  ปี  ที่แล้วเราได้รู้จักเชียงคาน  และก็บูมขึ้น นักท่องเที่ยวไปเที่ยวกันอย่างมาก ปัจจุบันก็ยังไม่มีที่เพิ่มขึ้นมาให้โดดเด่นนัก   จะมีเมืองน่าน ก็เป็นที่รู้จักกันมานานมากแล้วเช่นกัน

…… เช่นนี้ข้อมูลของชมไทยที่สะสมมานาน ในสถานที่ท่องเที่ยวก็เลยยังมีคนเข้ามาชมอยู่เรื่อยๆ ตลอด

 

ข้อสังเกตต่อมา  4-5 ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวฉลาดขึ้น   นักท่องเที่ยวปัจจุบันส่วนใหญ่พึ่งทัวร์ในการเดินทางน้อยลง นักท่องเที่ยวปัจจุบันชอบในสิ่งที่ท้าทาย ในการหาข้อมูลการเดินทางและไปเที่ยวเองมากขึ้น   ในงานการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จึงเป็นงานที่บริษัททัวร์ต่างๆ  มาลดราคา แข่งกันขาย เยอะมาก  และปรับเปลี่ยนวิธีการโดยการให้ลุกทัวร์ได้มีบทบาทในการกำหนดโปรแกรมเที่ยวของตัวเองมากขึ้น เพื่อดึงดูดใจนักเท่องเที่ยว

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่ชอบ และสนใจในเรื่องการท่องเที่ยว ยังสามารถจับกลุ่ม กับคนที่รักการท่องเที่ยวด้วยกัน  ชอบรูปแบบการเที่ยวเหมือนกัน  เพื่อเป็นเพื่อนในการเดินทางด้วยกัน ไม่ว่าจะกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ โดยมีช่องทางในการติดต่อกันต่างๆ ได้มากขึ้น

ฉะนั้นการดำเนินการที่เราทำมาโดยตลอดค่อนข้างจะตอบโจทย์เหล่านี้อยู่แล้วครับ แต่ที่ผมยังกังวลๆ คือข้อแรกครับ  สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เมืองไทย  ยังเกิดขึ้นน้อยมาก   ตรงนี้น่าจะเป็นการบ้านของเราชมไทยที่จะเดินหน้าทำต่อไป โดยยึดเรื่อง การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  จิตสำนึกของนักท่องเที่ยว และชุมชน ความกลมกลืน ของวิถีชีวิต ประเพณีวัตนธรรมความเป็นไทย ให้เป็นไปอย่างยั่งยืน

วันนี้ ชมลม ชมไทย เรายังคงเดินทางต่อไปครับ     ขอบคุณผู้ร่วมแนะนำข้อมูลท่องเที่ยวต่างๆ และผู้สนใจเข้ามาชมทุกท่านด้วยครับ

เอก ชมไทย

หัวใจเดินทาง จากสายน้ำสู่สายน้ำ…

       เริ่มต้นเดินทางอีกครั้งกับ “ชมไทย” หลังจากที่ฉันห่างหายไปเสียนานทีเดียว จากสายน้ำ “สะแกกรัง”  กลับเป็นสายน้ำที่นี่ “เขื่อนแก่งกระจาน” กลับทำฉันคิดถึงเมื่อหลายปีที่ผ่าน เกาะดอกไม้ พะเนินทุ่งคราโน้น ยังจำกันได้ไหม ? ฉันเผลอแอบอมยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปาก…

       การเดินทางครั้งนี้ ฉันพาหัวใจที่โลดแล่นอย่างมีความสุข  ทั้งๆที่วิถีชีวิตฉันทุกๆวัน เร้นกายอยู่ริมสายน้ำเช่นกัน… (แต่นั่นฉันแค่มาเร้นกายชั่วครา) ฉันออกเดินทางจากสายน้ำริมฝั่งโขงย่ำค่ำของคืนวันที่ 16 มิถุนายน  สู่ เมืองกว้างใหญ่อีกครั้ง เมื่อก้าวขาลงจากรถทัวร์ ภาพเดิมๆที่พบเจอ ผู้คนต่างเร่งรีบ รีบเร่ง เช่นเคย…เห็นแล้วเหนื่อยและเหนื่อย…แต่ก็นั่นแหละ มันคือชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไป…ตราบที่ลมหายใจยังมีอยู่

       เช้าตรู่ชีวิตในเมืองหลวงฉันกลับไม่ได้ยินเสียงนกน้อยร้องทักทาย หากแต่กลับกลายเป็นเสียงรถราที่วิ่งไปมาบนทางด่วนทักทายแทนเสียนี่… ฉัน ป้าแขก พี่เอก ที่พากันไปแอบซ่อนตัวชั่วคราวที่ห้องหอของเจ้าต้น ยามเช้าแสงแรกในเมืองกว้างใหญ่ แสงอ่อน ๆสาดส่อง ถูก ปะปนด้วยหยาดฝนที่พร่ำ ๆ ทักทายยามเช้า…ก่อนที่เรา 4 คน จะพากันนั่งรถตุ๊กตุ๊ก ตรงไปยังจุดนัดหมายเซ็นจูรี่… สมาชิกเริ่มทยอยกันมา ผู้คนมากมายแลดูวุ่นวายเสียจริงๆ คงเป็นวันหยุดที่ทุกคนรอคอย อยากเดินทางออกไปนอกเมืองกระมั่ง

        ทริปนี้ฉันแอบคิด เหมือนฉันเป็นเด็กใหม่ในทริปไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นในการเดินทางเลยสักนิด ฉันแอบเห็น เจ้าต้นทำหน้าที่ด้วยรอยยิ้ม ที่แบ่งบาน ในการเก็บเงินสมาชิก ซื้อตั๋วรถตู้ และแล้วเราก็ได้มาครองทั้งคันเป็นของพวกเรา…กับ 14 ชีวิต เป้าหมายคือการเดินทาง และเบื้องหน้าคือสายน้ำ….

       ฉันหลับ ๆ ตื่น ๆ ในรถ อาจจะเป็นเพราะเดินทางไกลด้วย เลยไม่ค่อยได้ชื่นชมระหว่างรายทางสักเท่าไหร่ มาถึงที่พักด้วยสายฝนที่โปรยปรายทักทายแผ่วเบา… หลังจากเก็บสัมภาระแล้วฉันมายืนมองสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก เพิ่งรู้ว่ามันเป็นสายน้ำที่ถูกปล่อยมาจากเขื่อนเพื่อหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ และผู้คนที่มาเยือนได้พักผ่อนหย่อนกายใจ เพื่อเต็มเติมพลังให้กลับไปด้วยหัวใจที่ต้องก้าวย่างต่อไป…

       หลังจากทานข้าวกลางวันกันเรียบร้อย ไม่รอช้ากับสายน้ำที่ไหลเชี่ยวเบื้องหน้า ฉันและเพื่อน ๆ พากันไปลอยตัว แรก ๆ ฉันกลับรู้สึกกลัว เพราะว่ายน้ำไม่เก่งแค่เพียงพยุงตัวเองได้เท่านั้น  การลอยตัวครั้งแรกทำเอาฉันติดใจ แต่กลับเหนื่อยและระบมเท้าที่ต้องเดินย้อนกลับไปที่เดิมเพื่อให้สายน้ำห่อตัวเย็นสดชื่นอีกครั้ง หนนี้พี่เอกชวนเดินไปไกลสุด เพื่อข้ามเชือกจากอีกฟากไปอีกฟาก น้ำเชี่ยวมาก ฉันลุ้นเจ้าหยกแทบแย่ กลัวเธอจะปลิวไปสายน้ำ พวกเราพยายามเกาะตัวจับมือกันเป็นวงกลมเพื่อลอยตัว แต่ไม่สามารถต้านกระแสน้ำได้ ท้ายที่สุดปล่อยลอยไปตามกระแสน้ำ ช่วงหนึ่งเราทุกคนเจอก้อนหินโดนก้นบ้างเท้าบ้าง ระบมกันไปแถวๆ  หลังจากลอยมาไกล พากันนั่งแชร์น้ำเล่นนั้น สายตาฉันพลันไปเห็น…น้าป๊อป ปีน และ ปีน เพื่อโหนรอกโรยตัว ฉันนั่งมอง พลางนึกคิดอยากลองมันจะตื่นเต้นสักแค่ไหนหนอ…ไม่รอช้าเลย ลุกขึ้นพลางเดินไป และปีนขึ้นไป ขอสารภาพว่าหัวใจเต้นแรงมากถึงมาก น้าป๊อปขึ้นมาช่วยบอกว่าทำยังไง เชื่อไหมนั่น ว่าฉันหลับตาปี่เลยทีเดียวกับเสียงที่กริ๊ดลั่นแทบไม่ได้ยินอะไรนอกจากหัวใจที่เต้นแรง มารู้สึกตัวลอยในน้ำพร้อมกับความรู้สึกที่เจ็บ ๆ เออ เนาะมันไม่ยากเลยนี่น๊า … หลายๆคนเริ่มลองกระโดดมั่งอย่างสนุกสนาน โดยมีกลุ่มแอบสาวมายืนลุ้น ฉันละเสียดายความหล่อจริงไรจริง…5 5 5

       ฉันและเพื่อนๆ เล่นน้ำท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ฉันชวนเพื่อนอีกคนไปขึ้นสะพานไม้ที่มองไกล ๆ แล้ว มันจะพุไหมนั่น หลังจากไถ่ถามคุณลุงแล้วแกบอกว่าขึ้นได้ไม่หัก ฉันก็พากันขึ้นไป ด้วยหัวใจแอบเต้นแรงอีกครั้ง หนนี้เจอเจ้าหมูแกล้งปีนขึ้นไปแล้ววิ่งๆๆๆ บนสะพานไม้ พระเจ้าช่วย!!! กริ๊ดลั่นเลยทีเดียว นั่งแล่นท่ามกลางสายฝน พร้อมกับกินโรตี นั่น !! ความสุขเล็กๆ ของฉัน เพื่อนๆ ค่อยๆ ทยอยกันลง เหลือฉันกับป้าแขกสองคน สองพี่น้องนั่งคุยกันเรื่อย ๆ พลันป้าก็บอกว่า… “ แอ๊ป… นั่งพับเพียบ… พร้อมตะโกนเรียกเจ้า Joch ให้ถ่ายรูป อย่างลั่นลาสุดๆ อ่ะ 555 ขำป้าแขกจริง ๆ

       ฉันเลิกเล่นน้ำ และเหนื่อยล้ามากมาย หลังจากอาบน้ำเสร็จลงมานั่งเล่นฟังพี่นุเล่นกีตาร์สักพัก เลยหนีไปนอนและนอน…มารู้สึกตัวอีกทีป้าแขกมาเรียก เออ…หนอ ฉันนอนทับตะวันหรือไรนี่ ตื่นมาด้วยท่าทางที่ไม่ตื่น เห็นภาพเพื่อนๆ ช่วยกันทำอาหารการกิน ฉันได้แต่นั่งมองและมอง…และพาตัวเองไปนั่งร้องเพลงเป็นเพื่อนเจ้าหยกกับพี่นุ ด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีเสียงจะร้องเลยสักนิด จากนั้นสายตาก็พลันไปเห็นสหายต๋อย ที่ตามมา …ช่างเป็นภาพเดิมที่ฉันเจอสหายครั้งแรกที่เขายายเที่ยงจริง ๆ ฉันใช่เวลาตรงนั้นกับเพื่อน ๆ สักพักใหญ่ ก็ปลีกตัวไปนอนอีกแล้ว…เสียดายที่ห้องพักพวกเราไม่ได้นอนรวมกัน ฉันนอนกับเจ้าหยก พี่นุ ป้าแขก ขอบคุณพี่นุกับป้าแขกที่สละเตียงนอนให้ฉันกับเจ้าหยกนะ..

       เช้าตรู่ของวันที่ 19 … เสียงป้าแขกเรียก… ” แอ๊ป ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นเปล่า ?…”  ฉันปฎิเสธิ ทั้งๆ ที่อยากไป แต่ลุกไม่ไหว…ปกติฉันไม่เคยพลาดนี่น๊า… สักพักฉันลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันเสร็จพร้อมกับหยิบหนังสือชมไทย และ โปสการ์ดที่ติดมา เดินลงไปด้านล่าง สิ่งแรกที่ฉันเห็น สายน้ำเหือดแห้ง ไหลรวยรินในเช้านี้ กับต้นไม้เขียวสดชื่น และเสียงนกน้อยที่ร้องทักทาย กับภาพที่เห็นมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลสักเท่าไหร่ ด้วยสายตาที่ไม่ดี พอเขาเดินกลับมาถึงรู้ว่าเป็นสหายต๋อยนั้นเอง…

“ เอากาแฟไหม ? ” สหายพลางถามและจัดแจงทันที่

ฉันตอบแบบไม่คิด… ” เอาพี่….” 

       สองคนสหายนั่งคุยกันเรื่อยๆ สหายบอกว่าอยากอยู่ที่นี่ ชอบ อยากมีวิถีที่เรียบง่าย… คำคำหนึ่งที่ฉันเอยออกไป “ อีก 5 ปี 10 ปี  ข้างหน้า เราชมไทยคงโตกันมากขึ้น อาจจะแยกย้ายกันไปตามวิถีของตนเอง… แอ๊ปอาจจะไปหาพี่ต๋อยที่ไหนสักที่ หรือ ไง ก็ไม่รู้เนาะ… สหายต๋อยหัวเราะ…  

       ฉันหยิบโปสการ์ดขึ้นมาเขียน  แต่ไม่ค่อยได้เขียนหาใครมากมายเหมือนแต่ก่อน ด้วยเพราะที่อยู่ที่ฉันไม่มี  ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ฉันเขียนได้ไม่กี่ใบ เพื่อนๆ ส่วนหนึ่งที่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่สันเขื่อนก็กลับมา และชวนไปนั่งกินกาแฟที่ร้านอิงน้ำ…ที่นี่ ไม่มีสายลมพัดผ่าน ใบไม้ไม่ไหวติงสักนิด อากาศเศร้าๆ ชอบกล ฉันสั่งคาปูฯร้อน กับขนมปังเนยน้ำตาล กลับได้ขนมปังเนยซะงั้น ไม่อร่อย แต่กินได้ ( ว่าแล้วลืมอะไร ลืมจ่ายเงินคืนป้าแขกอ่ะ) แล้วเขียนโปสการ์ดไปเรื่อยๆ และแบ่งปันให้ป้าแกเขียนหาคนไกลของป้า 1 ความคิดถึง…กับความคิดถึงของป้าแขกเดินทางผ่านสายน้ำ และสายลมของวันเวลา… ถึงคนไกล

       ทริปนี้เจ้าเบิร์ดกลับก่อนเนื่องจากต้องไปทำงานต่อ หลังจากร่ำลา ฉัน พี่เอก ป้าแขก เจ้าหยก เจ้าต้น และสหายต๋อย พากันเดินดูที่พักของที่นี่ สวยดีเหมือนกัน อาจเป็นครั้งต่อไปที่จะกลับมาเยือนอีกครั้งก็เป็นไปได้…

       สมาชิกส่วนมากลงเล่นน้ำกันต่อในเช้านี้ หลังจากทางเขื่อนต้นน้ำปล่อยสายน้ำจากที่สายน้ำไหลรวยริน กลับสู่ สายน้ำไหลเชี่ยวกรากอีกครั้ง… ฉันกลับพลาดที่จะได้เห็นภาพเจ้าหมูน้อยโหนรอกด้วยท่านั่ง และ สหายต๋อยที่ขาสั่นตัวสั่น หรือ หัวใจสั่นให้สู้ก็ไม่รู้กับการโรยตัวโหนรอกนั้น แค่ได้ยินเพื่อน ๆ เล่าฉันก็เห็นภาพ และแอบยิ้ม… ฉันใช่เวลาที่เหลือนั่งกิน ทำโน้นนี่นั่นกับเจ้าหยก และพี่นุ  และดูเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ แล่นน้ำกัน ก่อนที่จะไปเก็บของ และร่ำลาที่นี่ “ เขื่อนแก่งกระจาน “ ในวันที่สายฝนโปรยปราย หยอกเย้า…

 

       ระหว่างเดินทางกลับ ฉันมองหากล่องแดง เพื่อที่หย่อน ความคิดถึง ประทับตรา “ แต่ไร้วี่แววกล่องแดง แอบเศร้าเล็กๆ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยความคิดถึงก็ได้ประทับตราแหละนะ…

       กับเวลา 2 วัน  1 คืน กับ 17 ชีวิต เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริง ทริปนี้กับชมไทยของปีนี้ และไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่ที่ฉันจะได้เดินทางกับเพื่อนๆ อีก ขอบคุณทุกเรื่องราวระหว่างรายทาง ที่ทำให้ฉันเก็บเกี่ยวความทรงจำที่สวยงาม ขอบคุณ “ มิตรภาพ ” ที่งดงามของทุก ๆคน นะ.. แล้วเจอกัน

“ ฉันดีใจที่มีเธอ … ชมไทย “

หลงอดีต….มหานครโบราณ #1

  การเดินทางรอบนี้เกิดจากการจับพลัดจับผลูได้รับถ่ายทอดคำสั่งให้ไปเที่ยว เสียมเรียบ หรือเสียมราฐ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของนครวัด มหานครโบราณอันยิ่งใหญ่ ได้คำสั่งแบบนี้ใครเลยจะกล้าบังอาจขัดคำสั่ง แบบนี้ต้องรีบปฏิบัติตามทันที

         

              คืนวันเสาร์ ชั้นตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตี 1 แต่โรคประจำตัวเวลาไปเที่ยวคือ ตื่นก่อนนาฬิกาปลุกทุกที อาบน้ำแต่งตัวออกเดินทาง ขับรถฝ่าความมืดมนเปล่าเปลี่ยวจากป่ามหาวิทยาลัยมาขึ้นเครื่องบิน ตีห้ากว่าๆชั้นไปถึงสนามบิน จัดแจงเช็คอินวันนี้ไม่มีผู้โดยสารเยอะเหมือนครั้งก่อน แต่ปัญหาคือ คนที่รอตรวจคนออกเมืองเยอะมาก มหาศาลราวกับยืนรอคิวซื้อบัตรเดี่ยว 9 กวาจะฝ่าด่าน เดินโต๋เต๋มาขึ้นเครื่องที่เกท C2A ได้ยืนจนเมื่อย แปดโมงได้เวลาออกเดินทาง จากกรุงเทพฯแค่ 55 นาทีก็ถึงแล้ว แถมรอบนี้สจ๊วตหล่อด้วย มองซะเพลินเลย พอเครื่องจอดก็ได้เวลาเดินเข้าตัวอาคารสนามบิน ครั้งแรกที่ได้เดินจากเครื่องบินเข้าอาคาร ตื่นเต้นมาก เข้าไปแล้วผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองชั้นไปคนแรกเลย  เพราะบนเครื่องวันนี้มีแต่ฝรั่งหัวทองเค้าเลยต้องทำเรื่องวีซ่ากันก่อน ส่วนสมาชิกอาเซียนแบบเราไม่ต้องมีวีซ่า เดินทางเข้ามาแล้วอยู่ได้ 14 วัน แม้ชายแดนจะพิพาทกันก็ตาม

           รอบนี้เราเข้าพักที่โรงแรมธารา อังกอร์ เค้าว่าบริหารงานโดยคนไทย เป็นโรงแรม 4 ดาวราคาไม่แพง (จองกับอโกด้า) บริการดีมากดีมากกว่า 5 ดาวบ้านเราบางแห่งด้วยซ้ำ เก็บกระเป๋าแล้วเริ่มออกเดินทางเที่ยวกัน

 

         

ชั้นขอเลือกการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองแทนที่จะไปกับทัวร์ แปลกมั๊ยมีของสบายๆไม่ชอบ มาทั้งทีมันต้องแบบถึงไหนถึงกัน และเพื่อความละเมียดละไมในการท่องเที่ยวและทักทายกับนางอัปสราทุกคน ดีกว่าเที่ยวแบบทัวร์ลูกเป็ด เลยตัดสินใจไปด้วยตุ๊กๆ ดีกว่า ค่าจ้างตุ๊กๆที่นี่เหมาเที่ยวกันทุ้งวันวันละประมาณ 12-15 ดอลลาร์ (ไม่แพงถ้าเทียบกับระยะทาง) และสามารถจอดได้ทุกที่ที่ต้องการ ก่อนเข้าชมได้ทุคนต้องซื้อตั๋วก่อน ค่าเข้าวันละ 20 ดอลลาร์ แบบ 3 วัน 40 ดอลลาร์ และ 7 วัน 60 ดอลลาร์ แพงเหมือนกันแต่เท่าที่ได้ชมขอบอกว่าสุดคุ้ม วิธีการซื้อตั๋วทุกคนจะต้องลงไปซื้อเองเพราะเค้าจะถ่ายรูปเราติดตั๋วไว้เลย เวลาจะเข้าปราสาทก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ข้างหน้าดูเทียบว่าใช่เรารึเปล่า เพราะฉะนั้นไม่มีใครบ้าขโมยตั๋วแน่นอนเพราะเอาไปก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ได้ตั๋วมาพี่ตุ๊กๆหันมาถามว่าจะไปไหนก่อน ชั้นเลือกที่ ปราสาทบันทายสรี เพราะเป็นปราสาทที่อยู่ไกลที่สุด

 

         

 

          

                    บันทายสรี ปราสาทสีชมพูความอ่อนช้อยเช่นอิสตรี  อย่างที่บอกว่าปราสาทนี้ไกลที่สุด (ในจำนวนปราสาทที่ชั้นอยากไป) 35 กิโลเมตรจาก นครวัด ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพลินเพลินนั่งรับลมชมทุ่งและสิ่งที่พบเห็นสองข้างทาง เหมือนชนบทบ้านเราสมัยก่อน นั่งเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงที่หมาย เดินผ่านเจ้าหน้าที่ขอดูตั๋วหน่อย แล้วเดินเข้าไปตามถนนแดงๆ พอได้เหงื่อ แว๊บแรกที่เห็นคิดในใจว่าปราสาทหินพิมายที่บ้านเรายังใหญ่กว่าได้รับการดูแลดีกว่า แต่อย่างว่า Travel must go on เดินเข้าไปดูใกล้ๆกัน จากทางเข้าเจอตัวปราสาทสวยงามมากความที่ทำจากหินสีชมพูทำให้เพิ่มความแปลกตามากขึ้นอีก รอบองค์ปราสาทเต็มไปด้วยรูปปั้นวานรคอยพิทักษ์องค์ปราสาท เค้าว่าปราสาทนี้เป็นปราสาทเดียวที่สร้างเสร็จ ที่นี่นับว่าเป็นสวรรค์ชั้นยอดของชั้น เพราะไร้วี่แววทัวร์จีนมาคอยเดินขวางกล้องให้รำคาญใจ พบปะชาวต่างชาติไม่กี่คนที่มาเดินเที่ยวที่นี่ ก็ทักทายเค้าตามประสาคนไกลบ้านและความสามารถทางภาษาอันน้อยนิดของชั้น ใช้เวลาเดินชมไม่นานมากเพราะปราสาทไม่ใหญ่มากและองค์หลักของปราสาทก็เข้าไปชมไม่ได้ ขากลับชั้นโชว์เก๋าเดินเลาะออกมาจากป่าด้านข้างตามรอยที่เห็นชาวบ้านเค้าเดินเข้ามาออกข้างถนนได้โดยไวไม่ต้องไปอ้อมให้เมื่อยตุ้ม แล้วก็โดดขึ้นตุ๊กๆ หลับๆตื่นๆมาจนถึงปราสาทหลังที่สอง

         

            สั่นสะท้านที่ปราสาทแปรรูป (Pre Rup) ขากลับชั้นตะโกนบอกพี่ตุ๊กๆ ขอแวะที่นี่ก่อนจากเดิมที่บอกว่าจะไปปราสาทตาพรหม พี่แกปาดป๊าบเข้าจอดทันที ปราสาทแปรรูป ปราสาทสูงใหญ่แต่ชื่อไม่คุ้นหู สร้างขึ้นเพราะเป็นที่เผาศพของผู้สูงศักดิ์ ความสูงนี่พอๆกับนครวัดเลยทีเดียว ชันดิ๊กตามแบบฉบับของปราสาทโบราณ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ขึ้นไปแค่ชั้นเกือบสูงสุด เพราะบันไดที่จะไปชั้นสูงสุดชันและแคบมาก มาแล้วต้องขึ้นไป เดี๋ยวเค้าจะว่าคนไทยแบบเรา  ป๊อด ตะกายขึ้นไปจนได้ ภายในองค์ปราสาทมีพระพุทธรูปอยู่ คนที่อยู่ในนั้นชี้ให้ชั้นดูข้างบนปราสาทเป็นโพรงแสงลอดเข้ามาได้ ชั้นอธิษฐานขอพรไหว้พระแล้วเค้าบอกให้ชั้นทำบุญ อารามอยากขึ้นไปกระเป๋ากล้องก็อยู่กับพี่ตุ๊กๆที่รออยู่ชั้นสอง ตังก็อยู่ในนั้น มีแต่ตัวกะกล้องขึ้นมาตบๆดูในเป๋ากางเกงมีเงิน ควักออกมาแบงค์ยี่สิบบ้านเรา 555+ ถามเค้าชั้นมีเงินไทยทำได้มั๊ย กระเป๋าอยู่ข้างล่างไม่มีเงินอื่นแล้ว เค้าบอกว่าได้เลยหย่อนไป ในใจคิด หึหึ ปราสาทนี้ตกเป็นของไทยด้วยแบงค์ยี่สิบนี้แล้ว (ล้อเล่น) ขาลงนี่สิหน้าชั้นซีดยิ่งกว่าไข่ต้ม พี่ตุ๊กๆแกยืนหัวเราะอยู่ข้างล่าง เมื่อชั้นตะโกนให้โลกรู้ว่าชั้นไม่กล้าลง ฝรั่งที่นั่งอยู่ขำกันใหญ่ สุดท้ายพี่แกบอกเกาะฝาค่อยๆลงมา ตกไปไม่ตายหรอก เลยลงมาได้ ผลสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น ขาสิครับ ลักษณะกล้ามเนื้อเกร็งมากไป ขาสั่นและปวดมาก เวลาเดินลงบันไดเจ็บสั่นสะท้านจนถึงทุกวันนี้ คิดในใจพรุ่งนี้ปีนนครวัดไม่ได้แน่ ว่าแล้วบอกพี่ตุ๊กๆออกรถพาไปที่หมายต่อไปเลย (ติดตามต่อต่อภาคสอง)

บันทึกไว้…ไปต่างแดน (กัมพูชา)

                          จากการที่จับผลัดจับผลูได้มาเขมรโดยบังเอิญ กับประสบการณ์บินเดี่ยวครั้งแรก ตื่นเต้นมากมาย ต้องทำอะไรเองทุกอย่าง จองตั๋ว เปลี่ยนตั๋ว เดินเข้าเกท เดินขึ้นเครื่องคนเดียว การมาครั้งนี้สอนอะไรมากมาย  บินมากับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ บริการดีมากๆ ที่สำคัญแอร์สวยมาก ขนมก็อร่อย เนื่องจากบินไฟล์ทบ่ายจึงได้กินข้าวบนที่สูง ได้นั่งคนเดียวสามเบาะ 555 และที่สำคัญเกือบตบเจ้าบ้านก่อนขึ้นเครื่อง เนื่องจากพ่อคุณอารมณ์ดีเคาะเก้าอี้เล่น ห่านจิกจริงมองหน้าก็ยังไม่เลิก ชั้นเริ่มมีทัศนคติทางลบต่อชายเขมรตั้งแต่บัดนั้น  ตัดมาบนเครื่องต่อ กัปตันพาเราบินผ่านป่าใหญ่ชั้นคิดว่าน่าจะอยู่ในดินแดนเขมรมากกว่าไทย เพราะพี่ไทยท่านน่าจะรับทานป่าไปเยอะแล้ว ทัศนียภาพที่ปรากฏเบื้องล่างถัดมาก็เป็นทุ่งนาสลับกับภูเขา เรื่อยมาเพียงชั่วเคี้ยวข้าวแหลก(เพราะเพิ่งกินเสร็จแป๊บๆ) กัปตันก็ประกาศลดระดับการบินเพื่อลงสู้สนามบินนานาชาติพนมเปญ เพียง50นาทีจากสุวรรณภูมิ  ลดระดับเห็นบ้านเรือนวัดวาคล้ายๆต่างจังหวัดบ้านเรา  หน้าตาไม่ค่อยเหมือนเมืองหลวงเท่าไหร่เลย สนามบินเล็กๆ สอบถามจากคนที่มารับว่าไม่ค่อยมีใครมามากนัก เดินหน้าตาตื่นๆมาเข้าช่องตรวจคน ทำเอ๋อ!อีกจะไปเข้าอันที่เค้าให้คนเขมรเข้า555 ยืนทำหน้าแสร้งว่าไม่มีอะไรหน้า ตม. พี่เค้าทำหน้าดุๆไงไม่รู้กลัวชะมัด แต่ก็รอดมาได้ จาก ตม.เดินสามก้าวก็มาถึงที่รับกระเป๋า บอกแล้วว่าสนามบินมันเล็กลองเป็นบ้านเราสิเดินกันขาขวิดกว่าจะถึง จากนั้นก็มาผ่านด่านส่งใบสิ่งของต้องสำแดงก็พวกเหล้าบุหรี่ต่างๆนานา เราก็เอ๋อ!!! อีกนึกว่าไม่มีก็ไม่ต้องกรอก เกือบโดนเค้าด่าแล้ว ดีไหวตัวทันหยุดกรอกก่อนถึง 555 แล้วก็เดินจากจุดนั้นไปอีก ยี่สิบก้าวก็ออกมานอกตัวอาคารแล้ว เล็กมากก คนมารับยืนรอเหงื่อตกอยู่ข้างนอก ทักทายกันเล็กน้อยก็ลากกระเป๋าเดินตามเค้าต้อยๆ ขึ้นแท็กซี่มาโรงแรม

                                    ระหว่างทางนึกว่าเค้าเฉลิมฉลองอะไรกันบีบแตรสนั่นทุกแยก  อิสระในการขับขี่มาก มากยิ่งกว่าที่ประเทศลาว ทุกคนต่างคิดว่ากรูจะไปใครอย่าห้าม ทุกแยกวัดใจกันเอา ใครดีใครได้จริงๆ มาถึงโรงแรมพี่แกเซอร์ไพรส์ดอกแรกเลย พูดเขมรใส่ไฟแล่บ เลยต้องบอกไม่รู้เรื่องกรูคนไทย ได้ห้องพักอยู่ชั้นแปด โรงแรมตั้งอยู่หลังกระทรวงกลาโหม มองเห็นทะเลสาบแต่น้ำมันแห้งเกือบหมด แอบคนเอาเองว่าเป็นโตนเลสาป 55 พักผ่อนแป๊บๆแล้วเค้าก็พานั่งตุ๊กๆไปชมเมือง ตุ๊กๆที่นี่ไม่เหมือนบ้านเรา เค้าเอามอไซต์มาลากที่นั่ง แต่นั่งสบายกว่าบ้านเราและเสี่ยงภัยกว่าด้วย เค้าพาไปเดินห้างหรูขายแต่ของแบรนเนม ไม่ค่อยมีคนเดินหรอก ของแพงมากด้วย พอจะลองชุดพนักงานพูดกับเราเป็นภาษเขมรอีกแล้วว ชุดก็สวยดีนะแต่แพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า ของส่วนใหญ่น่าจะเป็นก๊อบที่เหมือนมากๆ มากกว่าของจริง

              จากนั้นก็ขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของห้างที่เป็นกึ่งๆผับ นั่งดูวิวสวยดีแต่ค่าอาหารก็แพงเอาเรื่องเหมือนกัน แล้วที่แปลกคือถ่ายรูปออกไปข้างนอกได้แต่ถ่ายภายในร้านไม่ได้….ประหลาดมั๊ย นั่งกินเครื่องดื่มชิวๆ แล้วก็ไปทานข้าวที่ริมแม่น้ำ เป็นบาร์มีแต่คนต่างชาติไม่มีคนไทยมีแต่ฝรั่งตาน้ำขาวกับพนักงานที่เป็นคนเขมร….อาหารอร่อยมาก ที่สำคัญ wifi free เป็นข้อดีของคาเฟ่ที่นี่คือทุกที่ free wifi กินข้าวเสร็จก็เดินเล่นที่ริมแม่น้ำเพื่อย่อยนิดหน่อยแล้วเรียกตุ๊กๆกลับโรงแรม

              เช้านี้ตอนแรกตั้งใจจะตื่นแต่เช้า ดันตื่นสาย อิอิ จัดการธุรการงานเสร็จสิ้นแล้ว เค้าก็พาไปเที่ยวเมืองอุดงมีชัยหรือบัณทายเพชร หลวงเก่าของเขมร ที่อยู่ห่างจากพนมเปญประมาณ 45 กิโล โดยเหมาแท็กซี่พาเที่ยว สองที่ตลอดวัน คิดค่าเสียหาย 50 ดอลลาร์ก็ประมาณ 1500 บาท ระหว่างทางก็นั่งชมวิวทิวทัศน์ ท้องทุ่งนาแห้งแห้งกับฟ้าสวยๆไปเรื่อยๆ พอไปถึงทุกคนต่างมารุมล้อมเพื่อจะขายดอกไม้และของต่างๆ วุ่นวายมาก มีเด็กพยายามมาเดินคุยด้วยจนสุดท้ายเราก็หลวมตัวได้เค้ามาเป็นไกด์ซะอย่างนั้น จากที่จอดรถเดินขึ้นบันไดเพื่อไปไหว้พระบนเขาพระราชทรัพย์และชมทัศนียภาพ ไม่ไกลหรอก แค่ 509 ขั้นเท่านั้นเดินหอบแฮ่กๆ ลิ้นห้อยแล้วห้อยอีก ด้วยความที่กลัวเสียเหลี่ยมคนไทยเค้าจะว่าเราอ่อนได้ตั้งใจกัดฟันเดินไปเรื่อยๆพอเหนื่อยก็เกรงหยุดถ่ายรูปบ้างอะไรบ้าง จนถึง เมื่อมองจากข้างบนจะเห็นท้องทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาลไม่มีอะไรขวางกั้นมองได้จนถึงตึกที่สูงที่สุดของพนมเปญ เดินชมวัดวาของโบราณต่างๆ อากาศร้อนมากก แต่โชคดีที่ไม่ค่อยมีแดด ใช้เวลาอยู่บนนั้นประมาณ 2 ชั่วโมงก็เดินลงมา เดินเล่นไปคุยกะไกด์หนุ่มน้อยสองคน คนนึงชื่อ แอล อีกคนจำชื่อไม่ได้ สองคนนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากดูแลพวกเราเป็นอย่างดี คอยถือดอกไม้ให้ หยุดรอเมื่อชั้นต้องการถ่ายภาพ แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองประเทศ เด็กชายวัย 16 ปี ที่ต้องทำงานเพื่อเอาเงินไปเรียนหนังสือ เลยเลือกมาเป็นไกด์คอยบริการนักท่องเที่ยวที่นี่ พวกเขาน่ารักดีนะ อย่างว่าทุกประเทศมีคนดีและไม่ดีปนกันไป เสร็จสรรพจ่ายค่าเหนื่อยให้เด็กๆไปคนละ 10 ดอลลาร์ (เค้าไม่ได้เรียกนะว่าเท่าไหร่เราเป็นคนตัดสินใจเอง ถ้ามีมากก็อยากให้มากกว่านั้น)

               

 

 

                        

          ลงมาข้างล่าง คนขายของพุ่งตรงมาอีกแล้วทุกคนพยายามพูดเป็นเขมรใส่เราจนไกด์เราต้องบอกว่าเราเป็นคนไทย ขึ้นแท็กซี่แล้วก็ไปที่ทุ่งสังหารกัน ชั้นใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการหลับตลอดทาง จากนั้นแวะกินข้าวที่ร้านอาหารที่เป็นร้านแบบบุฟเฟ่ คนต่างชาติมากมายแวะมากินที่นี่บรรยากาศวุ่นวายน่าดู ประกอบกับที่ร้านมีงานแต่งได้เห็นงานแต่งงานที่แปลกดีเหมือนกัน กินข้าวเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วก็พากันไปที่ ทุ่งสังหาร สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนมาที่นี่ต้องมาเยือนแม้จะไม่อยากมาก็ตาม บรรยากาศหดหู่มาก หดหู่ วังเวง เศร้า จนชั้นเกิดความเครียดขึ้นมา เกิดอาการเวียนหัว ลักษณะเหมือนจะอาเจียนตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น จนต้องขอให้คนที่พามารีบออกจากที่นั่น ขึ้นรถมาอาการชั้นยังไม่ดีขึ้นอาจจะเพราะเวียนหัวกับการจราจร ทุกคนปาดซ้ายขวา บีบแตรไล่กันตลอดทาง จนมีความรู้ใหม่ว่าโรงเรียนที่นี่จะหยุดวันพฤหัสแล้วเรียนวันเสาร์ครึ่งวัน แปลกดี จนสามารถรอดมาถึงโรงแรมได้ก็เย็นแล้ว ตัดสินใจอาบน้ำอาบท่านอนพักซักครู่แล้วก็ออกไปกินข้าวกัน

               มื้อเย็นวันนี้โชคดีได้ไปกินที่ Nagaworld ที่เป็นคาสิโนของที่นั่น นักพนันมากหน้าหลายตาคร่ำเคร่งกับการเล่นพนัน ส่วนชั้นเดินเมียงมองแล้วขึ้นไปทานข้าวที่ชั้น 4 อาหารอร่อยดี อร่อยกว่าใบหยก (ราคาถูกกว่านิดหน่อย) มีของให้กินมากมาย กินอิ่มแล้วเลยไปลองเล่น slot มันคือเครื่องกินตังดีๆนี่เอง ไม่เห็นจะได้เงินตรงไหน ลองเล่นๆ เสียเงินสบายใจแล้วไปเดินย่อยกัน เดินเรื่อยๆมีตุ๊กๆมาถามตอนว่าตุ๊กๆมั๊ย ผ่าน hotel of Cambodia เห็นใหญ่ดี ประกอบกับปวดฉี่เลยแวะเข้าไป ค่าฉี่แสนแพง ชั้นกินไอติมวนิลา 1 สกู๊ป อีกคนกินโค้ก ค่าเสียหายประมาณ 150 บาท เห็นราคาแล้วตัดสินใจปลดทุกข์หนักที่โรงแรมซะเลย ค่าขี้แสนแพงจริงๆ เดินเลาะริมน้ำแล้วขึ้นตุ๊กๆกลับโรงแรม

               เช้าวันใหม่ตื่นสายมากเลยต้องไปกินข้าวที่อื่นแทน กินข้าวเสร็จ 11 โมงครึ่งเลยเดินไปเที่ยววัง แต่เจอตุ๊กๆบอกว่าวังปิดพักเที่ยงจะเปิดอีกทีตอนบ่ายสอง มองหน้ากันเอาไงดี เลยเหมาตุ๊กๆคันนั้นไปเที่ยวคุกตุงสะลอนกัน อากาศร้อนมาก ค่าเข้าต่างชาติคนละ 2 ดอลลาร์ บรรยากาศหดหู่ถึงที่สุด และชั้นก็มีอาการเดิมเหมือนเมื่อวาน ปวดหัว จะอาเจียน รู้สึกเครียดมาก มีให้ดูประมาณ 4 ตึก ตึกละประมาณ 4 ชั้น แต่ชั้นเดินตึกละชั้น เดินผ่านแบบเร็วๆด้วย ไม่ไหวมันเครียดเกินไป จนรู้สึกว่าไม่คุ้มกะ 60 บาทเลย จากนั้นก็ไปเดินซื้อของที่ตลาดรัสเซี่ยน ของก๊อบเยอะมากถูกว่าโรงเกลือ ก๊อบเหมือนกว่า ราคาไม่แพงด้วย ชั้นเลือกซื้อของฝากแล้วก็ซื้อกระเป๋าเดินทางกับเป้มาใช้สองใบ แล้วก็นั่งตุ๊กๆไปแช่แอร์รอเวลาที่วังเปิด

                เดินเล่นเที่ยววังค่าเข้าแพงกว่าค่าข้าวของชาวต่างชาติที่เข้าวัดพระแก้ว บ้านเราสวยกว่าสะอาดกว่า ค่าเข้าต่างชาติ 300 ที่โน่นคล้ายบ้านเราทุกอย่างสวยน้อยกว่าด้วย ค่าเข้าต่างชาติคนละ 12.5 ดอลลาร์ (ประมาณ 380 บาท) แอบคุยกับฝรั่งที่ทำงานอยู่เมืองไทยที่ไปเที่ยวที่นั่นบอกชั้นว่าแพงกว่าเมืองไทยอีก 555+ เดินชมแป๊บเดียวก็ออกมา กลับโรงแรมอาบน้ำอาบท่ารอไปขึ้นเครื่อง คิดถึงเมืองไทยแทบแย่ รักเมืองไทยมากขึ้นเยอะเลย อิอิ บันทึกการเดินทางที่แสนยาวจบลงพร้อมกับความประทับใจ กัมพูชายังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมาย เป็นเมืองที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่มีอะไรซ่อนอยู่เยอะจริงๆ

             

หลงอยู่ใน “พนมเปญ”

                มีคนบอกว่าถ้าเอาเงินต่างประเทศใส่กระเป๋าตังไว้ จะทำให้เราได้ไปต่างประเทศ  ช่วงหลังชั้นคงเอาเงินเขมรใส่ไว้นานเกินไปเลยได้เดินทางติดกันแบบนี้ การเดินทางค่อนข้างกะทันหัน พอสมควร จองตั๋ววันจันทร์วันศุกร์เดินทางเลย ตอนจะไปขึ้นเครื่องก็เกือบไปไม่ทัน ออกจากโคราชบ่ายโมงกว่าๆ พี่แกล่อถึงกทมซะ 17.30 จะบ้าตาย วิ่งแล่นโดดขึ้นแท็กซี่จากเซ็นจูรี่ ไปขึ้นแอร์พอร์ตลิงค์ รอบนี้ Express line ขึ้นจากพญาไทเลย 90 บาท แลกกับเวลาที่สั้นขึ้น 15 นาที พอถึงก็วิ่งแล่นไปเช็คอินที่เค้าเตอร์ กรอกรายละเอียดออกนอกเมืองแล้วไปต่อแถวรอ คิวยาวมากก กว่าจะผ่าน ตม. ไปได้เกือบครึ่งชั่วโมง ยืนรอนานจนฝรั่งข้างหลังเริ่มบ่นๆๆๆ  มีเวลาประมาณ 50 นาทีในการเดินชมของก่อนที่เค้าจะเรียกขึ้นเครื่อง โอ๊ยยย มันช่างละลานตาซะจริงๆ ทำไมรอบก่อนมีเวลาตั้งมากไม่รู้สึกแบบนี้เลย  เดินผ่านร้านค้าตั้งเรียงรายยาวไกลไปถึงเกท C1Aกว่าจะไปถึงเล่นเอาตะคริวแทบกินขา ไกลเกิ๊น นั่งรอขึ้นเครื่องกับพี่เขมรมากหน้าหลายตา แต่ละคนคงคิดว่าชั้นเป็นคนเขมร ขอโทษ พี่คนไทยนะน้อง อาจจะมีเชื้อสายเกี่ยวโยงกะพวกน้องไปบ้างด้วยหน้าตาที่มันละม้ายคล้ายกับน้องแต่บ้านพี่นี่ไทยแท้ๆ เชียว

 

                                 บ่นมาซะยาวได้เวลาขึ้นเครื่องซักที รอบนี้บินกับเครื่องเทอร์โบน้อยๆ มันช่างสั่น และเสียงดังได้ใจจริงๆ บินชั่วโมงกว่าๆ ถ้าเครื่องใหญ่กว่านี้จะใช้เวลาแค่ 50 นาที ระหว่างทางแอร์พูดถามอะไรนี่อาศัยเดาๆเอาอย่างเดียว หูอื้อไม่ได้ยินอะไรเลย อาการเริ่มแย่หลังจากหูอื้อ กัปตันประกาศว่าบินเข้าอากาศแปรปรวนงดเสิร์ฟเครื่องดื่มตลอดทาง ชั้นเริ่มเวียนหัว จากปกติเวลาบินก็วิกฤตอยู่แล้ว เจอแบบนี้แทบตาย แต่ที่สุดก็รอดมาได้….

                                 ถึงสนามบินเขมรเดินเข้าไปหา ตม. ลุงแกทำหน้าไม่สบอารมณ์ใส่เพราะเหตุใดก็ขี้เกียจถาม ออกจากสนามบินได้ คนมารับเรามารออยู่แล้ว เดินออกมาด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เดินไปขึ้นแท็กซี่ที่เค้าเอามาจอดรอรับ ขึ้นได้อิชั้นเอาหัวพิงกระจกหลับตาเลย ถึงโรงแรมที่พักก็พักที่เดิม ขอยาแก้ปวดสองเม็ด กรอกยาแล้วหลับน้ำท่าไม่อาบมันแล้ว อารมณ์นั้นเอาตัวให้รอดก่อน

                                  ตื่นเช้ามาทำการทำงานเล็กๆน้อยๆตามที่ได้มอบหมาย จากนั้นก็ถึงคราวท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวตัวกะเปี๊ยกอย่างเราเริ่มจากไปกินข้าวที่ริมแม่น้ำ แหล่งที่สะดวกสบายของชาวต่างชาติ กินข้าวต่อด้วยเค้กเติมพลังก่อนออกเดินท่องพนมเปญ

                                  ไปรอบนี้มีเพียงคอมแพคตัวกระจ๋อยที่ได้รับความเมตตาให้ยืมมาใช้แก้คันไม้คันมือ ชีวิตที่ขาดน้องD60มันช่างไม่ราบรื่นเลย จะถ่ายอะไรมันไม่ได้ดังใจซักอย่าง เป็นเพราะไม่คุ้นชินกับกล้องด้วยเลยทำให้ไปกันใหญ่ ออกจากร้าน blue pumpkin ด้วยความงกที่เห็นว่ามันไม่ไกล เลยตัดสินใจให้สองขาพาไปชม Central Market

 

                             กับวลี “ใกล้ตาแต่ไกลตีน” คำนี้มีจริง โชคดีที่แดดไม่ร้อน แต่ระยะทางไม่ใกล้อย่างตาเห็น เดินผ่านบ้านเรือนชาวบ้านมองตามเป็นแถบๆ มองไรยะ ชั้นสวยใช่มั๊ย โธ่….. เดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ ด้วยกล้องอัจฉริยะแต่ชั้นเองที่โง่ ยิ่งเดินยิ่งรู้ว่ามันไม่ใกล้เลย สุดท้ายก็เดินมาจนถึง Central Market เป็นตลาดที่ขายทุกอย่าง ตั้งแต่ของสด กับข้าว กระเป๋าเสื้อผ้า เพชรพลอย ของไอที ใครจะไปสังเกตง่ายๆไอ้โดมสีเหลืองๆนั่นแหละ ใช่เลย เดินๆดูของคล้ายๆบ้านเราแต่ส่วนใหญ่มาจากเมืองจีน เรียกง่ายๆว่าปลอมทั้งนั้น เดินๆดูๆ ซื้อซองมาใส่กล้องน้อยอันนึงแล้วเดินออกไปที่ ห้างอะไรไม่รู้ข้างบนเป็นโดมสีน้ำเงินๆ ของบ้านเค้าบางอย่างถูกบางอย่างแพง ได้เสื้อกีฬามาหลายตัว ก็เอาไปจากไทยนี่แหละแต่ทำมั๊ยขายถูกกว่าบ้านเราก็ไม่รู้ จากนั้นชั้นก็เดินย่ำต๊อกๆไปขึ้นตุ๊กๆ เพื่อไปหาซื้อรองเท้า ร้านขายของส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นร้านเดี่ยวๆ แต่ละยี่ห้อ ไม่เอามารวมที่ห้างแบบบ้านเรา ใครจะซื้ออะไรต้องพุ่งตรงไปที่ยี่ห้อนั้นเลย  แต่ว่าแต่ละร้านก็อยู่ใกล้ๆกัน แล้วก็ไปนวดตัว

 

อันว่าการนวดตัวในแบบเขมรนั้น ไม่ต่างจากบ้านเราเลย อาจเป็นเพราะชั้นเลือกร้านที่ค่อนข้างใหญ่ ประเภทที่ลงโฆษณาในหนังสือไกด์บุ๊คแบบเต็มๆหน้า ร้านเป็นอาคารพาณิชย์แต่ข้างในตกแต่งหรูหราและผ่อนคลายมากตัดจากโลกภายนอกได้อย่างลงตัว bodia spa คุณภาพการบริการดีเยี่ยม เทียบได้กับสปามีระดับบ้านเรา ต่างกันที่รู้สึกว่าคนนวดขาดความละเมียดละไมไปนิสนึง ตอนขัดตัวมันเจ็บไป โดยรวมแล้วประทับใจมาก ราคาก็ไม่แพงมหาโหดเท่าบ้านเราด้วย

เสร็จจากนวด ก็หิ้วท้องอันหิวโซ ไปกินข้าวที่ FCC ร้านเดิมร้านดังของนักท่องเที่ยว ขอบอกตามตรงว่าเมนูน่ะอ่านออกนะแต่…..ชั้นไม่เข้าใจ เพราะอาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารฝรั่งชื่อแปลกๆ อันนี้ต้องกินกะอันนั้น ต้องกินอันนั้นก่อนค่อยกินอันนี้ งง ที่สั่งๆก็เดาๆเอาทั้งนั้น อาหารเค้าอร่อยดีแต่ค่าเสียหายค่อนข้างแพงอยู่เหมือนกัน จบจากมื้อหลักก็ไปเดินเล่น วันนี้อากาศดีคนท้องถิ่นมาเดินเล่น มาออกกำลังกายกันมาก ที่นี่เค้าเต้นแอโรบิกแปลก มีหลายแบบมากๆ ฮิบฮอพ ป๊อบ และออกแนวลูกทุ่งเด้นกันเป็นเพลงๆ มีท่าลีลาชัดเจนไม่ 1234 เหมือนบ้านเรา ใครใคร่เต้นกลุ่มไหนก็ไปกลุ่มนั้น ส่วนชั้นขอสมัครเป็นคนดู ชาวต่างชาติมาดูเพียบเลย ชั้นจบมื้อเย็นด้วยของหวานที่ bluepumkins ที่เดิม วันนี้เป็นวันเกิดของราชินีที่โน่นด้วยเค้ามีฉลองจุดพลุกันใหญ่โตทีเดียว จบมื้อของหวานชั้นกลับโรงแรมด้วยอาการเหนื่อยจากการเดินพอสมควรคืนนั้นหลับเป็นตาย

เช้าวันถัดมาตื่นสายไปหน่อยนึง ออกไปทานข้าวที่ FCC ที่เดิมจากนั้นก็เดินเล่นแวะกินไอติมแล้วออกเดินไปเรื่อยๆ จุดหมายอยู่ที่วัดพนม เดินมาได้หน่อยเดียวขาและเท้าเจ้ากรรมก็อุธรณ์ว่าไม่ไหวแล้ว เลยต้องนั่งตุ๊กๆไป วัดพนมเป็นวัดที่อยู่บนเนินเล็กๆ กลางกรุงพนมเปญ เก็บค่าเข้าชาวต่างชาติคนละ 1 ดอลลาร์ จ่ายค่าเข้าแล้วต้องเดินขึ้นบันไดไปชมวัด มีเจดีย์เก่าๆ ชั้นใช้เวลาไม่นานมากก็ออกมา รู้สึกไม่ชอบที่เห็นคนมานั่งจีบกันในวัด แม่ค้าร้านขายของที่ระลึกก็พูดจาไม่ดี เลยรีบกลับดีกว่า เดินย่ำต๊อกกลับโรงแรมเพื่อเก็บเสื้อผ้า เตรียมตัวกลับเมืองไทย พอไปถึงสนามบินคนเยอะมาจนอกแบนๆของชั้นจะแตก นึกว่าเกิดกลียุคปิดสนามปิดกันซะแล้ว ที่ไหนได้เค้ามาส่งทหารที่จะไปฝึกที่เกาหลีกัน หายใจหมดเลย เฮ้อ….

ครั้งหนึ่ง ที่ปายหนาว

                 

      อยากเล่าเรื่องครั้งหนึ่งที่ไปปายมา ถ้าผิดยังไงก๊ขออภัยด้วยนะคับ

 เมือก่อนที่ใครพูดถึงปายผมมักคิดเสมอว่ามันน่าไปจิงหรือ มันสวยจิงหรือป่าว แล้วคนที่นั่นใจดีจริงมั้ย มันเป๊นความฝันของผมขึ้นมาเลย ว่าเราต้องไปที่นั้นให้ได้ ฝันของผมนานกว่าสองปีกว่าจะได้ไป ชื้อหนังสือเกี่ยวกับปายตั้งหลายเล่ม ทั้งแผนที่เที่ยว ที่กิน ที่นอน คนอืนเขาก๊ว่ารีบชื้อทำไมทั้งทียังไม่ได้ไป อยากบอกว่า(กรุ.อยากไปทั้งที่ใจจะขาดแต่ไม่มีเงินและเวลา)ได้แต่ชื้อหนังสือนี่ละ ทำให้เราได้อ่านได้รู้ว่าตอนนี้ปายเป๊นอย่างไรเปลื่ยนไปเยอะมั้ย พอถึงเวลาไปได้ไปถูกเตียมตัวอย่างไร และแล้วผมก๊ได้ไป ผมขึ้นรถไฟเที่ยวเวลาตอนประมาณ 4 ทุ่ม ถึงเชียงใหม่ประมาณเที่ยงแล้วไปต่อรถเมลที่ขนส่งไปปายถึงประมาณ เกือบมืดระว่างทางผมได้เห๊นธรรมชาติขุนเขา ทางที่คตเลี้ยวไปมา(แทบจะอ้วนถ้ารถไม่จอดแวะสะก่อน)ตอนลงรถที่รถปายจอดแวะ เขาบอกว่าชือไรกินเปรียวๆจะทำให้ไม่เมารถ เราชื้อตั้งหลายอย่างกินอย่างกะคนท้องเปรี้ยวตายีเลย สุดท้าย มันก๊เมาเหมือนเดิม (กรุอยากรู้จริงๆๆ ใครบอกวะว่าจะทำให้หายเมากรุละเมาหนักกว่าเดิม)กว่าจะถึงแทบตายแต่ความสวยงามรอเราอยู่พอไปถึงปาย รถกลับติด รถเยอะมากต้องลงเดินไปที่พักกลางเต๊นริมน้ำ ตอนเย๊นมืดได้มาตลาดคนเดิน คนเยอะมาก ทำให้คิดว่าที่นี่คงใกล้เปลี่ยนไปละความเจริญเริ่มเข้ามา เห๊นก่อสร้างบ้านพักมากมายเลยระว่างทางที่มา ผิดกลับที่เราฝันไว้ เราเคยฝันว่าจะมาอยู่ที่นี่ เปิดร้านเลีกๆขายของไม่อยากอยู่กรุงเทพ มันวุ้นวายคนไม่ค่อยมีน้ำใจ

เช้าวันแรก ที่ปายได้เช่ามอไชค์ไปเที่ยวราคา 200 บทาต่อวัน ก่อนไปเราแวะกินโจ๊กแถว ถนนชัยสงครามเดิมเคยเป๊นตลาดเช้า แต่เดียวนี้ย้ายไปแล้วแต่ยังเป๊นที่ขายของกินให้กับนักท่องเที่ยวที่นัดพบ ที่คุ้นเคยกับเมืองปาย เสร๊จแล้วเราก๊ไปไหว้พระที่วัดหลวง วัดใหญ่ที่สุดในเมืองปายและ วัดน้ำฮู วัดสำคัญของเมืองปายมีพระพทธศักดิ์สิ์ทธ์ประจำเมืองปาย มีน้ำบริสุทธ์ชึมออกมาตลอดเวลา เลยไปอีกประมาณสองกิโลเราไป หมู่บ้านสันสิชล ขายอาหารจีน ขาหมูใหญ่มาก มีชิงช้าด้วย มีที่ถ่ายรูปบ้านคนจีนยูนานย้ายมาจากจีนได้สิบกว่าปีแล้ว ได้ไปเห๊นแล้วนี่ละที่เราฝันมาตลอดสองปีอยากเห๊นชิงช้าหมู่บ้านนี่ เคยเห๊นแต่ในหนังสือแล้วออกจากหมู่บ้านไป น้ำตกหมอกแปง น้ำตกสวยนะ เป๊นน้ำตกสามชั้นแต่ละชั้นสูงราว 6 เมตร มีแอ่งน้ำสามารถเล่นได้ แต่ทางไปขอบอกขับรถต้องระวังทางไม่ค่อยดี ผ่านชุมชนชาวเขาเผ่ามูเชอด้วย ระว่างทางได้เห๊นร้านกาแฟน ร้านหนึ่งเขาบอกให้ถ่ายรูปในร้านฟรีได้ มองเห๊นเมืองปายทั้งเมืองเลยแต่ด้วยความเกรงใจ เลยสั่งน้ำส้มมากิน ไปด้วย ตอนคิดเงิน น้ำส้มแก้วละ 80 บาท คิดในใจ (น้ำส้มมาจากไหนวะแพงจังหรือสั่งจากนอกมา) สองแก้ว160บาท สรุปเราได้บทเรียน ควรถามราคาก่อนสั่งเวลาไปที่ไหนกินอะไร ไม่เป๊นไรครั้งหนึ่งในชิวิตได้กินน้ำส้มแก้วละ 80 บาท ตอนเย๊นมาเดินถนนคนเดินของขายเยอะมากเลยของกินก๊อร่อย (บางอย่าง)เสร๊จแล้วเราก๊กลับไปนอน 

      วันที่สอง   ไม่อย่ากตื่นเลยมันหนาวมากแดดไม่มีเลย คิดว่ากรุนอนอยู่บ้านดีดีไม่ชอบชอบมาลำบาก55 แต่อากาศดีมากเห๊นหมอกลอยตามลำน้ำสวยงามเลย นี่ละน่าที่เข้าว่าเป๊นเมืองที่สวย เช้านี่วางแผนจะไป สะพานประวัติศาสตร์ (ท่าปาย) เป๊นอนุสรณสภานจากสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้สร้างเอาไว้ให้ดูต่างหน้า   สะพานนี้คนมักมาถ่ายรูปกัน มองลงไปใต้สะพานเป๊นแม่น้ำปายมีคนกำลังล่องแพ หรือจะมาขึ้นล่องแพที่นี้กีได้   ไปต่อที่ร้านกาแฟ coffee in love ร้านนี้สวยมากควรมาถ่ายรูปเก๊บไว้ และไปต่อที่ พระธาตุแม่เย๊นบรรยากาศไม่ต้องบอกว่าสวยมากถ้าได้มาตอนเย๊นๆๆชมพระอาทิตย์กำลังตกมองตัวเมืองปายได้จากมุมสูง กลับลงมามาต่อที่ถนนคนเดิน แต่วันนี้มีเยอะกว่าอีก รถเต๊มไปหมดเหมือนคนแย่งกันชื้อแย่งกันกิน วันนี้คงเป๊นคืนสุดท้ายที่จะได้อยู่ปายเรามีเวลาน้อยแต่ ก๊คิดว่าจะกลับมาอีก ถ้ามีเวลามากจะได้ไปหลายที่ ควรมีเวลาให้เมืองปายสัก 4ถึง 5วัน  ควรเช่ารถที่แข๊งแรงตรวจสอบก่อนนะ เพราะร้านช่อมรถหายาก และถ้ามีเวลาเหลือควรไป ปางอุ่ง ค้างสักคืน นอนกับธรรมาชาติ คิดไรเรื่อยๆๆ คุณจะได้พลังกลับไปสู้กับวันข้างหน้าที่เหนื่อยและท้อ

                          ธรรมาชาติอยู่ไม่ไกลถ้าใจคุณอยากจะไปหามัน พักจากงานที่เหนื่อยและล้าไปเติมพลังให้กับชิวิต  เมืองไทยมีที่เที่ยวเยอะอยู่ที่ว่าคุณพร้อมหรือยังที่จะไปผจนภัยกับมัน ครั้งหนึ่งในชิวิตอยากไปไหนควรไปก่อนที่มันจะไม่มีโอกาศจะไป

 ธรรมชาติและความสุขรอคุณอยู่