Author Archives for

หลงอดีต….มหานครโบราณ #1

  การเดินทางรอบนี้เกิดจากการจับพลัดจับผลูได้รับถ่ายทอดคำสั่งให้ไปเที่ยว เสียมเรียบ หรือเสียมราฐ ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของนครวัด มหานครโบราณอันยิ่งใหญ่ ได้คำสั่งแบบนี้ใครเลยจะกล้าบังอาจขัดคำสั่ง แบบนี้ต้องรีบปฏิบัติตามทันที

         

              คืนวันเสาร์ ชั้นตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตี 1 แต่โรคประจำตัวเวลาไปเที่ยวคือ ตื่นก่อนนาฬิกาปลุกทุกที อาบน้ำแต่งตัวออกเดินทาง ขับรถฝ่าความมืดมนเปล่าเปลี่ยวจากป่ามหาวิทยาลัยมาขึ้นเครื่องบิน ตีห้ากว่าๆชั้นไปถึงสนามบิน จัดแจงเช็คอินวันนี้ไม่มีผู้โดยสารเยอะเหมือนครั้งก่อน แต่ปัญหาคือ คนที่รอตรวจคนออกเมืองเยอะมาก มหาศาลราวกับยืนรอคิวซื้อบัตรเดี่ยว 9 กวาจะฝ่าด่าน เดินโต๋เต๋มาขึ้นเครื่องที่เกท C2A ได้ยืนจนเมื่อย แปดโมงได้เวลาออกเดินทาง จากกรุงเทพฯแค่ 55 นาทีก็ถึงแล้ว แถมรอบนี้สจ๊วตหล่อด้วย มองซะเพลินเลย พอเครื่องจอดก็ได้เวลาเดินเข้าตัวอาคารสนามบิน ครั้งแรกที่ได้เดินจากเครื่องบินเข้าอาคาร ตื่นเต้นมาก เข้าไปแล้วผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองชั้นไปคนแรกเลย  เพราะบนเครื่องวันนี้มีแต่ฝรั่งหัวทองเค้าเลยต้องทำเรื่องวีซ่ากันก่อน ส่วนสมาชิกอาเซียนแบบเราไม่ต้องมีวีซ่า เดินทางเข้ามาแล้วอยู่ได้ 14 วัน แม้ชายแดนจะพิพาทกันก็ตาม

           รอบนี้เราเข้าพักที่โรงแรมธารา อังกอร์ เค้าว่าบริหารงานโดยคนไทย เป็นโรงแรม 4 ดาวราคาไม่แพง (จองกับอโกด้า) บริการดีมากดีมากกว่า 5 ดาวบ้านเราบางแห่งด้วยซ้ำ เก็บกระเป๋าแล้วเริ่มออกเดินทางเที่ยวกัน

 

         

ชั้นขอเลือกการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองแทนที่จะไปกับทัวร์ แปลกมั๊ยมีของสบายๆไม่ชอบ มาทั้งทีมันต้องแบบถึงไหนถึงกัน และเพื่อความละเมียดละไมในการท่องเที่ยวและทักทายกับนางอัปสราทุกคน ดีกว่าเที่ยวแบบทัวร์ลูกเป็ด เลยตัดสินใจไปด้วยตุ๊กๆ ดีกว่า ค่าจ้างตุ๊กๆที่นี่เหมาเที่ยวกันทุ้งวันวันละประมาณ 12-15 ดอลลาร์ (ไม่แพงถ้าเทียบกับระยะทาง) และสามารถจอดได้ทุกที่ที่ต้องการ ก่อนเข้าชมได้ทุคนต้องซื้อตั๋วก่อน ค่าเข้าวันละ 20 ดอลลาร์ แบบ 3 วัน 40 ดอลลาร์ และ 7 วัน 60 ดอลลาร์ แพงเหมือนกันแต่เท่าที่ได้ชมขอบอกว่าสุดคุ้ม วิธีการซื้อตั๋วทุกคนจะต้องลงไปซื้อเองเพราะเค้าจะถ่ายรูปเราติดตั๋วไว้เลย เวลาจะเข้าปราสาทก็ยื่นให้เจ้าหน้าที่ข้างหน้าดูเทียบว่าใช่เรารึเปล่า เพราะฉะนั้นไม่มีใครบ้าขโมยตั๋วแน่นอนเพราะเอาไปก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี ได้ตั๋วมาพี่ตุ๊กๆหันมาถามว่าจะไปไหนก่อน ชั้นเลือกที่ ปราสาทบันทายสรี เพราะเป็นปราสาทที่อยู่ไกลที่สุด

 

         

 

          

                    บันทายสรี ปราสาทสีชมพูความอ่อนช้อยเช่นอิสตรี  อย่างที่บอกว่าปราสาทนี้ไกลที่สุด (ในจำนวนปราสาทที่ชั้นอยากไป) 35 กิโลเมตรจาก นครวัด ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพลินเพลินนั่งรับลมชมทุ่งและสิ่งที่พบเห็นสองข้างทาง เหมือนชนบทบ้านเราสมัยก่อน นั่งเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึงที่หมาย เดินผ่านเจ้าหน้าที่ขอดูตั๋วหน่อย แล้วเดินเข้าไปตามถนนแดงๆ พอได้เหงื่อ แว๊บแรกที่เห็นคิดในใจว่าปราสาทหินพิมายที่บ้านเรายังใหญ่กว่าได้รับการดูแลดีกว่า แต่อย่างว่า Travel must go on เดินเข้าไปดูใกล้ๆกัน จากทางเข้าเจอตัวปราสาทสวยงามมากความที่ทำจากหินสีชมพูทำให้เพิ่มความแปลกตามากขึ้นอีก รอบองค์ปราสาทเต็มไปด้วยรูปปั้นวานรคอยพิทักษ์องค์ปราสาท เค้าว่าปราสาทนี้เป็นปราสาทเดียวที่สร้างเสร็จ ที่นี่นับว่าเป็นสวรรค์ชั้นยอดของชั้น เพราะไร้วี่แววทัวร์จีนมาคอยเดินขวางกล้องให้รำคาญใจ พบปะชาวต่างชาติไม่กี่คนที่มาเดินเที่ยวที่นี่ ก็ทักทายเค้าตามประสาคนไกลบ้านและความสามารถทางภาษาอันน้อยนิดของชั้น ใช้เวลาเดินชมไม่นานมากเพราะปราสาทไม่ใหญ่มากและองค์หลักของปราสาทก็เข้าไปชมไม่ได้ ขากลับชั้นโชว์เก๋าเดินเลาะออกมาจากป่าด้านข้างตามรอยที่เห็นชาวบ้านเค้าเดินเข้ามาออกข้างถนนได้โดยไวไม่ต้องไปอ้อมให้เมื่อยตุ้ม แล้วก็โดดขึ้นตุ๊กๆ หลับๆตื่นๆมาจนถึงปราสาทหลังที่สอง

         

            สั่นสะท้านที่ปราสาทแปรรูป (Pre Rup) ขากลับชั้นตะโกนบอกพี่ตุ๊กๆ ขอแวะที่นี่ก่อนจากเดิมที่บอกว่าจะไปปราสาทตาพรหม พี่แกปาดป๊าบเข้าจอดทันที ปราสาทแปรรูป ปราสาทสูงใหญ่แต่ชื่อไม่คุ้นหู สร้างขึ้นเพราะเป็นที่เผาศพของผู้สูงศักดิ์ ความสูงนี่พอๆกับนครวัดเลยทีเดียว ชันดิ๊กตามแบบฉบับของปราสาทโบราณ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ขึ้นไปแค่ชั้นเกือบสูงสุด เพราะบันไดที่จะไปชั้นสูงสุดชันและแคบมาก มาแล้วต้องขึ้นไป เดี๋ยวเค้าจะว่าคนไทยแบบเรา  ป๊อด ตะกายขึ้นไปจนได้ ภายในองค์ปราสาทมีพระพุทธรูปอยู่ คนที่อยู่ในนั้นชี้ให้ชั้นดูข้างบนปราสาทเป็นโพรงแสงลอดเข้ามาได้ ชั้นอธิษฐานขอพรไหว้พระแล้วเค้าบอกให้ชั้นทำบุญ อารามอยากขึ้นไปกระเป๋ากล้องก็อยู่กับพี่ตุ๊กๆที่รออยู่ชั้นสอง ตังก็อยู่ในนั้น มีแต่ตัวกะกล้องขึ้นมาตบๆดูในเป๋ากางเกงมีเงิน ควักออกมาแบงค์ยี่สิบบ้านเรา 555+ ถามเค้าชั้นมีเงินไทยทำได้มั๊ย กระเป๋าอยู่ข้างล่างไม่มีเงินอื่นแล้ว เค้าบอกว่าได้เลยหย่อนไป ในใจคิด หึหึ ปราสาทนี้ตกเป็นของไทยด้วยแบงค์ยี่สิบนี้แล้ว (ล้อเล่น) ขาลงนี่สิหน้าชั้นซีดยิ่งกว่าไข่ต้ม พี่ตุ๊กๆแกยืนหัวเราะอยู่ข้างล่าง เมื่อชั้นตะโกนให้โลกรู้ว่าชั้นไม่กล้าลง ฝรั่งที่นั่งอยู่ขำกันใหญ่ สุดท้ายพี่แกบอกเกาะฝาค่อยๆลงมา ตกไปไม่ตายหรอก เลยลงมาได้ ผลสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น ขาสิครับ ลักษณะกล้ามเนื้อเกร็งมากไป ขาสั่นและปวดมาก เวลาเดินลงบันไดเจ็บสั่นสะท้านจนถึงทุกวันนี้ คิดในใจพรุ่งนี้ปีนนครวัดไม่ได้แน่ ว่าแล้วบอกพี่ตุ๊กๆออกรถพาไปที่หมายต่อไปเลย (ติดตามต่อต่อภาคสอง)

บันทึกไว้…ไปต่างแดน (กัมพูชา)

                          จากการที่จับผลัดจับผลูได้มาเขมรโดยบังเอิญ กับประสบการณ์บินเดี่ยวครั้งแรก ตื่นเต้นมากมาย ต้องทำอะไรเองทุกอย่าง จองตั๋ว เปลี่ยนตั๋ว เดินเข้าเกท เดินขึ้นเครื่องคนเดียว การมาครั้งนี้สอนอะไรมากมาย  บินมากับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ บริการดีมากๆ ที่สำคัญแอร์สวยมาก ขนมก็อร่อย เนื่องจากบินไฟล์ทบ่ายจึงได้กินข้าวบนที่สูง ได้นั่งคนเดียวสามเบาะ 555 และที่สำคัญเกือบตบเจ้าบ้านก่อนขึ้นเครื่อง เนื่องจากพ่อคุณอารมณ์ดีเคาะเก้าอี้เล่น ห่านจิกจริงมองหน้าก็ยังไม่เลิก ชั้นเริ่มมีทัศนคติทางลบต่อชายเขมรตั้งแต่บัดนั้น  ตัดมาบนเครื่องต่อ กัปตันพาเราบินผ่านป่าใหญ่ชั้นคิดว่าน่าจะอยู่ในดินแดนเขมรมากกว่าไทย เพราะพี่ไทยท่านน่าจะรับทานป่าไปเยอะแล้ว ทัศนียภาพที่ปรากฏเบื้องล่างถัดมาก็เป็นทุ่งนาสลับกับภูเขา เรื่อยมาเพียงชั่วเคี้ยวข้าวแหลก(เพราะเพิ่งกินเสร็จแป๊บๆ) กัปตันก็ประกาศลดระดับการบินเพื่อลงสู้สนามบินนานาชาติพนมเปญ เพียง50นาทีจากสุวรรณภูมิ  ลดระดับเห็นบ้านเรือนวัดวาคล้ายๆต่างจังหวัดบ้านเรา  หน้าตาไม่ค่อยเหมือนเมืองหลวงเท่าไหร่เลย สนามบินเล็กๆ สอบถามจากคนที่มารับว่าไม่ค่อยมีใครมามากนัก เดินหน้าตาตื่นๆมาเข้าช่องตรวจคน ทำเอ๋อ!อีกจะไปเข้าอันที่เค้าให้คนเขมรเข้า555 ยืนทำหน้าแสร้งว่าไม่มีอะไรหน้า ตม. พี่เค้าทำหน้าดุๆไงไม่รู้กลัวชะมัด แต่ก็รอดมาได้ จาก ตม.เดินสามก้าวก็มาถึงที่รับกระเป๋า บอกแล้วว่าสนามบินมันเล็กลองเป็นบ้านเราสิเดินกันขาขวิดกว่าจะถึง จากนั้นก็มาผ่านด่านส่งใบสิ่งของต้องสำแดงก็พวกเหล้าบุหรี่ต่างๆนานา เราก็เอ๋อ!!! อีกนึกว่าไม่มีก็ไม่ต้องกรอก เกือบโดนเค้าด่าแล้ว ดีไหวตัวทันหยุดกรอกก่อนถึง 555 แล้วก็เดินจากจุดนั้นไปอีก ยี่สิบก้าวก็ออกมานอกตัวอาคารแล้ว เล็กมากก คนมารับยืนรอเหงื่อตกอยู่ข้างนอก ทักทายกันเล็กน้อยก็ลากกระเป๋าเดินตามเค้าต้อยๆ ขึ้นแท็กซี่มาโรงแรม

                                    ระหว่างทางนึกว่าเค้าเฉลิมฉลองอะไรกันบีบแตรสนั่นทุกแยก  อิสระในการขับขี่มาก มากยิ่งกว่าที่ประเทศลาว ทุกคนต่างคิดว่ากรูจะไปใครอย่าห้าม ทุกแยกวัดใจกันเอา ใครดีใครได้จริงๆ มาถึงโรงแรมพี่แกเซอร์ไพรส์ดอกแรกเลย พูดเขมรใส่ไฟแล่บ เลยต้องบอกไม่รู้เรื่องกรูคนไทย ได้ห้องพักอยู่ชั้นแปด โรงแรมตั้งอยู่หลังกระทรวงกลาโหม มองเห็นทะเลสาบแต่น้ำมันแห้งเกือบหมด แอบคนเอาเองว่าเป็นโตนเลสาป 55 พักผ่อนแป๊บๆแล้วเค้าก็พานั่งตุ๊กๆไปชมเมือง ตุ๊กๆที่นี่ไม่เหมือนบ้านเรา เค้าเอามอไซต์มาลากที่นั่ง แต่นั่งสบายกว่าบ้านเราและเสี่ยงภัยกว่าด้วย เค้าพาไปเดินห้างหรูขายแต่ของแบรนเนม ไม่ค่อยมีคนเดินหรอก ของแพงมากด้วย พอจะลองชุดพนักงานพูดกับเราเป็นภาษเขมรอีกแล้วว ชุดก็สวยดีนะแต่แพงกว่าบ้านเราประมาณ 2-3 เท่า ของส่วนใหญ่น่าจะเป็นก๊อบที่เหมือนมากๆ มากกว่าของจริง

              จากนั้นก็ขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของห้างที่เป็นกึ่งๆผับ นั่งดูวิวสวยดีแต่ค่าอาหารก็แพงเอาเรื่องเหมือนกัน แล้วที่แปลกคือถ่ายรูปออกไปข้างนอกได้แต่ถ่ายภายในร้านไม่ได้….ประหลาดมั๊ย นั่งกินเครื่องดื่มชิวๆ แล้วก็ไปทานข้าวที่ริมแม่น้ำ เป็นบาร์มีแต่คนต่างชาติไม่มีคนไทยมีแต่ฝรั่งตาน้ำขาวกับพนักงานที่เป็นคนเขมร….อาหารอร่อยมาก ที่สำคัญ wifi free เป็นข้อดีของคาเฟ่ที่นี่คือทุกที่ free wifi กินข้าวเสร็จก็เดินเล่นที่ริมแม่น้ำเพื่อย่อยนิดหน่อยแล้วเรียกตุ๊กๆกลับโรงแรม

              เช้านี้ตอนแรกตั้งใจจะตื่นแต่เช้า ดันตื่นสาย อิอิ จัดการธุรการงานเสร็จสิ้นแล้ว เค้าก็พาไปเที่ยวเมืองอุดงมีชัยหรือบัณทายเพชร หลวงเก่าของเขมร ที่อยู่ห่างจากพนมเปญประมาณ 45 กิโล โดยเหมาแท็กซี่พาเที่ยว สองที่ตลอดวัน คิดค่าเสียหาย 50 ดอลลาร์ก็ประมาณ 1500 บาท ระหว่างทางก็นั่งชมวิวทิวทัศน์ ท้องทุ่งนาแห้งแห้งกับฟ้าสวยๆไปเรื่อยๆ พอไปถึงทุกคนต่างมารุมล้อมเพื่อจะขายดอกไม้และของต่างๆ วุ่นวายมาก มีเด็กพยายามมาเดินคุยด้วยจนสุดท้ายเราก็หลวมตัวได้เค้ามาเป็นไกด์ซะอย่างนั้น จากที่จอดรถเดินขึ้นบันไดเพื่อไปไหว้พระบนเขาพระราชทรัพย์และชมทัศนียภาพ ไม่ไกลหรอก แค่ 509 ขั้นเท่านั้นเดินหอบแฮ่กๆ ลิ้นห้อยแล้วห้อยอีก ด้วยความที่กลัวเสียเหลี่ยมคนไทยเค้าจะว่าเราอ่อนได้ตั้งใจกัดฟันเดินไปเรื่อยๆพอเหนื่อยก็เกรงหยุดถ่ายรูปบ้างอะไรบ้าง จนถึง เมื่อมองจากข้างบนจะเห็นท้องทุ่งนากว้างใหญ่ไพศาลไม่มีอะไรขวางกั้นมองได้จนถึงตึกที่สูงที่สุดของพนมเปญ เดินชมวัดวาของโบราณต่างๆ อากาศร้อนมากก แต่โชคดีที่ไม่ค่อยมีแดด ใช้เวลาอยู่บนนั้นประมาณ 2 ชั่วโมงก็เดินลงมา เดินเล่นไปคุยกะไกด์หนุ่มน้อยสองคน คนนึงชื่อ แอล อีกคนจำชื่อไม่ได้ สองคนนี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีมากดูแลพวกเราเป็นอย่างดี คอยถือดอกไม้ให้ หยุดรอเมื่อชั้นต้องการถ่ายภาพ แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างสองประเทศ เด็กชายวัย 16 ปี ที่ต้องทำงานเพื่อเอาเงินไปเรียนหนังสือ เลยเลือกมาเป็นไกด์คอยบริการนักท่องเที่ยวที่นี่ พวกเขาน่ารักดีนะ อย่างว่าทุกประเทศมีคนดีและไม่ดีปนกันไป เสร็จสรรพจ่ายค่าเหนื่อยให้เด็กๆไปคนละ 10 ดอลลาร์ (เค้าไม่ได้เรียกนะว่าเท่าไหร่เราเป็นคนตัดสินใจเอง ถ้ามีมากก็อยากให้มากกว่านั้น)

               

 

 

                        

          ลงมาข้างล่าง คนขายของพุ่งตรงมาอีกแล้วทุกคนพยายามพูดเป็นเขมรใส่เราจนไกด์เราต้องบอกว่าเราเป็นคนไทย ขึ้นแท็กซี่แล้วก็ไปที่ทุ่งสังหารกัน ชั้นใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการหลับตลอดทาง จากนั้นแวะกินข้าวที่ร้านอาหารที่เป็นร้านแบบบุฟเฟ่ คนต่างชาติมากมายแวะมากินที่นี่บรรยากาศวุ่นวายน่าดู ประกอบกับที่ร้านมีงานแต่งได้เห็นงานแต่งงานที่แปลกดีเหมือนกัน กินข้าวเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วก็พากันไปที่ ทุ่งสังหาร สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนมาที่นี่ต้องมาเยือนแม้จะไม่อยากมาก็ตาม บรรยากาศหดหู่มาก หดหู่ วังเวง เศร้า จนชั้นเกิดความเครียดขึ้นมา เกิดอาการเวียนหัว ลักษณะเหมือนจะอาเจียนตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น จนต้องขอให้คนที่พามารีบออกจากที่นั่น ขึ้นรถมาอาการชั้นยังไม่ดีขึ้นอาจจะเพราะเวียนหัวกับการจราจร ทุกคนปาดซ้ายขวา บีบแตรไล่กันตลอดทาง จนมีความรู้ใหม่ว่าโรงเรียนที่นี่จะหยุดวันพฤหัสแล้วเรียนวันเสาร์ครึ่งวัน แปลกดี จนสามารถรอดมาถึงโรงแรมได้ก็เย็นแล้ว ตัดสินใจอาบน้ำอาบท่านอนพักซักครู่แล้วก็ออกไปกินข้าวกัน

               มื้อเย็นวันนี้โชคดีได้ไปกินที่ Nagaworld ที่เป็นคาสิโนของที่นั่น นักพนันมากหน้าหลายตาคร่ำเคร่งกับการเล่นพนัน ส่วนชั้นเดินเมียงมองแล้วขึ้นไปทานข้าวที่ชั้น 4 อาหารอร่อยดี อร่อยกว่าใบหยก (ราคาถูกกว่านิดหน่อย) มีของให้กินมากมาย กินอิ่มแล้วเลยไปลองเล่น slot มันคือเครื่องกินตังดีๆนี่เอง ไม่เห็นจะได้เงินตรงไหน ลองเล่นๆ เสียเงินสบายใจแล้วไปเดินย่อยกัน เดินเรื่อยๆมีตุ๊กๆมาถามตอนว่าตุ๊กๆมั๊ย ผ่าน hotel of Cambodia เห็นใหญ่ดี ประกอบกับปวดฉี่เลยแวะเข้าไป ค่าฉี่แสนแพง ชั้นกินไอติมวนิลา 1 สกู๊ป อีกคนกินโค้ก ค่าเสียหายประมาณ 150 บาท เห็นราคาแล้วตัดสินใจปลดทุกข์หนักที่โรงแรมซะเลย ค่าขี้แสนแพงจริงๆ เดินเลาะริมน้ำแล้วขึ้นตุ๊กๆกลับโรงแรม

               เช้าวันใหม่ตื่นสายมากเลยต้องไปกินข้าวที่อื่นแทน กินข้าวเสร็จ 11 โมงครึ่งเลยเดินไปเที่ยววัง แต่เจอตุ๊กๆบอกว่าวังปิดพักเที่ยงจะเปิดอีกทีตอนบ่ายสอง มองหน้ากันเอาไงดี เลยเหมาตุ๊กๆคันนั้นไปเที่ยวคุกตุงสะลอนกัน อากาศร้อนมาก ค่าเข้าต่างชาติคนละ 2 ดอลลาร์ บรรยากาศหดหู่ถึงที่สุด และชั้นก็มีอาการเดิมเหมือนเมื่อวาน ปวดหัว จะอาเจียน รู้สึกเครียดมาก มีให้ดูประมาณ 4 ตึก ตึกละประมาณ 4 ชั้น แต่ชั้นเดินตึกละชั้น เดินผ่านแบบเร็วๆด้วย ไม่ไหวมันเครียดเกินไป จนรู้สึกว่าไม่คุ้มกะ 60 บาทเลย จากนั้นก็ไปเดินซื้อของที่ตลาดรัสเซี่ยน ของก๊อบเยอะมากถูกว่าโรงเกลือ ก๊อบเหมือนกว่า ราคาไม่แพงด้วย ชั้นเลือกซื้อของฝากแล้วก็ซื้อกระเป๋าเดินทางกับเป้มาใช้สองใบ แล้วก็นั่งตุ๊กๆไปแช่แอร์รอเวลาที่วังเปิด

                เดินเล่นเที่ยววังค่าเข้าแพงกว่าค่าข้าวของชาวต่างชาติที่เข้าวัดพระแก้ว บ้านเราสวยกว่าสะอาดกว่า ค่าเข้าต่างชาติ 300 ที่โน่นคล้ายบ้านเราทุกอย่างสวยน้อยกว่าด้วย ค่าเข้าต่างชาติคนละ 12.5 ดอลลาร์ (ประมาณ 380 บาท) แอบคุยกับฝรั่งที่ทำงานอยู่เมืองไทยที่ไปเที่ยวที่นั่นบอกชั้นว่าแพงกว่าเมืองไทยอีก 555+ เดินชมแป๊บเดียวก็ออกมา กลับโรงแรมอาบน้ำอาบท่ารอไปขึ้นเครื่อง คิดถึงเมืองไทยแทบแย่ รักเมืองไทยมากขึ้นเยอะเลย อิอิ บันทึกการเดินทางที่แสนยาวจบลงพร้อมกับความประทับใจ กัมพูชายังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากมาย เป็นเมืองที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่มีอะไรซ่อนอยู่เยอะจริงๆ

             

หลงอยู่ใน “พนมเปญ”

                มีคนบอกว่าถ้าเอาเงินต่างประเทศใส่กระเป๋าตังไว้ จะทำให้เราได้ไปต่างประเทศ  ช่วงหลังชั้นคงเอาเงินเขมรใส่ไว้นานเกินไปเลยได้เดินทางติดกันแบบนี้ การเดินทางค่อนข้างกะทันหัน พอสมควร จองตั๋ววันจันทร์วันศุกร์เดินทางเลย ตอนจะไปขึ้นเครื่องก็เกือบไปไม่ทัน ออกจากโคราชบ่ายโมงกว่าๆ พี่แกล่อถึงกทมซะ 17.30 จะบ้าตาย วิ่งแล่นโดดขึ้นแท็กซี่จากเซ็นจูรี่ ไปขึ้นแอร์พอร์ตลิงค์ รอบนี้ Express line ขึ้นจากพญาไทเลย 90 บาท แลกกับเวลาที่สั้นขึ้น 15 นาที พอถึงก็วิ่งแล่นไปเช็คอินที่เค้าเตอร์ กรอกรายละเอียดออกนอกเมืองแล้วไปต่อแถวรอ คิวยาวมากก กว่าจะผ่าน ตม. ไปได้เกือบครึ่งชั่วโมง ยืนรอนานจนฝรั่งข้างหลังเริ่มบ่นๆๆๆ  มีเวลาประมาณ 50 นาทีในการเดินชมของก่อนที่เค้าจะเรียกขึ้นเครื่อง โอ๊ยยย มันช่างละลานตาซะจริงๆ ทำไมรอบก่อนมีเวลาตั้งมากไม่รู้สึกแบบนี้เลย  เดินผ่านร้านค้าตั้งเรียงรายยาวไกลไปถึงเกท C1Aกว่าจะไปถึงเล่นเอาตะคริวแทบกินขา ไกลเกิ๊น นั่งรอขึ้นเครื่องกับพี่เขมรมากหน้าหลายตา แต่ละคนคงคิดว่าชั้นเป็นคนเขมร ขอโทษ พี่คนไทยนะน้อง อาจจะมีเชื้อสายเกี่ยวโยงกะพวกน้องไปบ้างด้วยหน้าตาที่มันละม้ายคล้ายกับน้องแต่บ้านพี่นี่ไทยแท้ๆ เชียว

 

                                 บ่นมาซะยาวได้เวลาขึ้นเครื่องซักที รอบนี้บินกับเครื่องเทอร์โบน้อยๆ มันช่างสั่น และเสียงดังได้ใจจริงๆ บินชั่วโมงกว่าๆ ถ้าเครื่องใหญ่กว่านี้จะใช้เวลาแค่ 50 นาที ระหว่างทางแอร์พูดถามอะไรนี่อาศัยเดาๆเอาอย่างเดียว หูอื้อไม่ได้ยินอะไรเลย อาการเริ่มแย่หลังจากหูอื้อ กัปตันประกาศว่าบินเข้าอากาศแปรปรวนงดเสิร์ฟเครื่องดื่มตลอดทาง ชั้นเริ่มเวียนหัว จากปกติเวลาบินก็วิกฤตอยู่แล้ว เจอแบบนี้แทบตาย แต่ที่สุดก็รอดมาได้….

                                 ถึงสนามบินเขมรเดินเข้าไปหา ตม. ลุงแกทำหน้าไม่สบอารมณ์ใส่เพราะเหตุใดก็ขี้เกียจถาม ออกจากสนามบินได้ คนมารับเรามารออยู่แล้ว เดินออกมาด้วยอาการปวดหัวอย่างรุนแรง เดินไปขึ้นแท็กซี่ที่เค้าเอามาจอดรอรับ ขึ้นได้อิชั้นเอาหัวพิงกระจกหลับตาเลย ถึงโรงแรมที่พักก็พักที่เดิม ขอยาแก้ปวดสองเม็ด กรอกยาแล้วหลับน้ำท่าไม่อาบมันแล้ว อารมณ์นั้นเอาตัวให้รอดก่อน

                                  ตื่นเช้ามาทำการทำงานเล็กๆน้อยๆตามที่ได้มอบหมาย จากนั้นก็ถึงคราวท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวตัวกะเปี๊ยกอย่างเราเริ่มจากไปกินข้าวที่ริมแม่น้ำ แหล่งที่สะดวกสบายของชาวต่างชาติ กินข้าวต่อด้วยเค้กเติมพลังก่อนออกเดินท่องพนมเปญ

                                  ไปรอบนี้มีเพียงคอมแพคตัวกระจ๋อยที่ได้รับความเมตตาให้ยืมมาใช้แก้คันไม้คันมือ ชีวิตที่ขาดน้องD60มันช่างไม่ราบรื่นเลย จะถ่ายอะไรมันไม่ได้ดังใจซักอย่าง เป็นเพราะไม่คุ้นชินกับกล้องด้วยเลยทำให้ไปกันใหญ่ ออกจากร้าน blue pumpkin ด้วยความงกที่เห็นว่ามันไม่ไกล เลยตัดสินใจให้สองขาพาไปชม Central Market

 

                             กับวลี “ใกล้ตาแต่ไกลตีน” คำนี้มีจริง โชคดีที่แดดไม่ร้อน แต่ระยะทางไม่ใกล้อย่างตาเห็น เดินผ่านบ้านเรือนชาวบ้านมองตามเป็นแถบๆ มองไรยะ ชั้นสวยใช่มั๊ย โธ่….. เดินเก็บภาพไปเรื่อยๆ ด้วยกล้องอัจฉริยะแต่ชั้นเองที่โง่ ยิ่งเดินยิ่งรู้ว่ามันไม่ใกล้เลย สุดท้ายก็เดินมาจนถึง Central Market เป็นตลาดที่ขายทุกอย่าง ตั้งแต่ของสด กับข้าว กระเป๋าเสื้อผ้า เพชรพลอย ของไอที ใครจะไปสังเกตง่ายๆไอ้โดมสีเหลืองๆนั่นแหละ ใช่เลย เดินๆดูของคล้ายๆบ้านเราแต่ส่วนใหญ่มาจากเมืองจีน เรียกง่ายๆว่าปลอมทั้งนั้น เดินๆดูๆ ซื้อซองมาใส่กล้องน้อยอันนึงแล้วเดินออกไปที่ ห้างอะไรไม่รู้ข้างบนเป็นโดมสีน้ำเงินๆ ของบ้านเค้าบางอย่างถูกบางอย่างแพง ได้เสื้อกีฬามาหลายตัว ก็เอาไปจากไทยนี่แหละแต่ทำมั๊ยขายถูกกว่าบ้านเราก็ไม่รู้ จากนั้นชั้นก็เดินย่ำต๊อกๆไปขึ้นตุ๊กๆ เพื่อไปหาซื้อรองเท้า ร้านขายของส่วนใหญ่ที่นี่จะเป็นร้านเดี่ยวๆ แต่ละยี่ห้อ ไม่เอามารวมที่ห้างแบบบ้านเรา ใครจะซื้ออะไรต้องพุ่งตรงไปที่ยี่ห้อนั้นเลย  แต่ว่าแต่ละร้านก็อยู่ใกล้ๆกัน แล้วก็ไปนวดตัว

 

อันว่าการนวดตัวในแบบเขมรนั้น ไม่ต่างจากบ้านเราเลย อาจเป็นเพราะชั้นเลือกร้านที่ค่อนข้างใหญ่ ประเภทที่ลงโฆษณาในหนังสือไกด์บุ๊คแบบเต็มๆหน้า ร้านเป็นอาคารพาณิชย์แต่ข้างในตกแต่งหรูหราและผ่อนคลายมากตัดจากโลกภายนอกได้อย่างลงตัว bodia spa คุณภาพการบริการดีเยี่ยม เทียบได้กับสปามีระดับบ้านเรา ต่างกันที่รู้สึกว่าคนนวดขาดความละเมียดละไมไปนิสนึง ตอนขัดตัวมันเจ็บไป โดยรวมแล้วประทับใจมาก ราคาก็ไม่แพงมหาโหดเท่าบ้านเราด้วย

เสร็จจากนวด ก็หิ้วท้องอันหิวโซ ไปกินข้าวที่ FCC ร้านเดิมร้านดังของนักท่องเที่ยว ขอบอกตามตรงว่าเมนูน่ะอ่านออกนะแต่…..ชั้นไม่เข้าใจ เพราะอาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารฝรั่งชื่อแปลกๆ อันนี้ต้องกินกะอันนั้น ต้องกินอันนั้นก่อนค่อยกินอันนี้ งง ที่สั่งๆก็เดาๆเอาทั้งนั้น อาหารเค้าอร่อยดีแต่ค่าเสียหายค่อนข้างแพงอยู่เหมือนกัน จบจากมื้อหลักก็ไปเดินเล่น วันนี้อากาศดีคนท้องถิ่นมาเดินเล่น มาออกกำลังกายกันมาก ที่นี่เค้าเต้นแอโรบิกแปลก มีหลายแบบมากๆ ฮิบฮอพ ป๊อบ และออกแนวลูกทุ่งเด้นกันเป็นเพลงๆ มีท่าลีลาชัดเจนไม่ 1234 เหมือนบ้านเรา ใครใคร่เต้นกลุ่มไหนก็ไปกลุ่มนั้น ส่วนชั้นขอสมัครเป็นคนดู ชาวต่างชาติมาดูเพียบเลย ชั้นจบมื้อเย็นด้วยของหวานที่ bluepumkins ที่เดิม วันนี้เป็นวันเกิดของราชินีที่โน่นด้วยเค้ามีฉลองจุดพลุกันใหญ่โตทีเดียว จบมื้อของหวานชั้นกลับโรงแรมด้วยอาการเหนื่อยจากการเดินพอสมควรคืนนั้นหลับเป็นตาย

เช้าวันถัดมาตื่นสายไปหน่อยนึง ออกไปทานข้าวที่ FCC ที่เดิมจากนั้นก็เดินเล่นแวะกินไอติมแล้วออกเดินไปเรื่อยๆ จุดหมายอยู่ที่วัดพนม เดินมาได้หน่อยเดียวขาและเท้าเจ้ากรรมก็อุธรณ์ว่าไม่ไหวแล้ว เลยต้องนั่งตุ๊กๆไป วัดพนมเป็นวัดที่อยู่บนเนินเล็กๆ กลางกรุงพนมเปญ เก็บค่าเข้าชาวต่างชาติคนละ 1 ดอลลาร์ จ่ายค่าเข้าแล้วต้องเดินขึ้นบันไดไปชมวัด มีเจดีย์เก่าๆ ชั้นใช้เวลาไม่นานมากก็ออกมา รู้สึกไม่ชอบที่เห็นคนมานั่งจีบกันในวัด แม่ค้าร้านขายของที่ระลึกก็พูดจาไม่ดี เลยรีบกลับดีกว่า เดินย่ำต๊อกกลับโรงแรมเพื่อเก็บเสื้อผ้า เตรียมตัวกลับเมืองไทย พอไปถึงสนามบินคนเยอะมาจนอกแบนๆของชั้นจะแตก นึกว่าเกิดกลียุคปิดสนามปิดกันซะแล้ว ที่ไหนได้เค้ามาส่งทหารที่จะไปฝึกที่เกาหลีกัน หายใจหมดเลย เฮ้อ….

ไออุ่น 5 สอนให้รู้ว่า

เนื่องจากไม่มีเวลาได้จับกล้องเพื่อถ่ายภาพ

แต่ทุกความทรงจำถูกบันทึกไว้ในสมองน้อยๆนี้ก่อนที่จะตราตรึงลงสู่หัวใจเป็นอีกหนึ่งภาพประทับใจที่จะเก็บไว้ตลอดไป ภาพทุกภาพที่ผ่านสายตาได้ถูกร้อยเรียงออกมาเป็นบันทึกนี้ เพื่อเก็บไว้อ่านเมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน เผื่อเวลาอาจทำให้เราหลงลืมไป….

ไออุ่นนห้าสอนให้รู้ว่า….
ต่อเนื่องจากเมื่อบันทึกก่อนหน้า ที่ว่าจะเล่าให้ฟังว่าไออุ่นนั้นเป็นอย่างไร ไออุ่นครั้งที่ 5 แต่เป็นครั้งที่สองที่ได้ร่วมกิจกรรมดีๆแบบนี้ หลังจากรวมตัวกันได้พวกเอาออกเดินทางสู่ รร.ตะโด้กุย อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ดินแดนที่เคยให้สิ่งสอนใจและให้ความประทับใจแก่ชั้นมากมายเมื่อครั้งมาสำรวจ และในครั้งนี้ตะโด้กุยยังเป็นสถานที่ที่ทำให้ชั้นได้รู้จักกับความสุข รอยยิ้ม และมิตรภาพที่บริสุทธิ์เช่นเคย ด้วย
ด้วยบทบาทหน้าที่ที่ได้รับกับดรีมทีมก่อสร้าง ชั้นไม่เคยคิดว่าชั้นจะทำได้เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคิดว่าจะทนกลิ่นทินเนอร์ได้มากขนาดนี้ พวกเราต้องเผชิญกับฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งสามวันสามคืนที่ต้องทำกิจกรรม ฝนเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการทำงานและการเดินทางกลับของพวกเรา แต่ก้าวแรกที่ไปถึงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่สดใสของเด็กๆ เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆมาได้
ไออุ่นห้าไม่ได้ทำให้ชั้นรู้จักแค่การเป็นผู้ให้ แต่ชั้นยังเป็นผู้รับ รับที่จะรู้จักและได้เรียนรู้สิ่งต่างๆอีกมากมาย
1.ชั้นได้รู้ซึ้งถึงมิตรภาพระหว่างคนที่เพิ่งรู้จักกัน บางคนเพิ่งรู้จักกันวันแรกแต่สามารถพูดคุยและทำงานร่วมกันได้อย่างสนุกสนาน
2. ได้รับรู้ของความเอื้ออาทรที่มีต่อกันของเพื่อนร่วมค่ายเสียงที่เราได้ยินนอกการตะโกนพูดคุยเรื่องงาน ยังได้ยินเสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮากัน เสียงเรียกทานข้าว “…กินข้าวยัง…มากินข้าวก่อน พักก่อนเดี๋ยวค่อยไปทำ” “เหนื่อยมั๊ย พักก่อนก็ได้เดี๋ยวค่อยมาทำ” และอีกหลายๆอย่างอีกมากมาย
3. สิ่งที่ได้รับและสำคัญที่สุดคือความสุขที่มีมากมาย ใครเลยจะคิดว่าการที่ได้ฟังเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี จากเด็กๆและชาวบ้าน มันมีความสุขมากกว่าการที่ชั้นได้ยินจากในทีวีเสียอีก แม้จะเป็นสำเนียงที่ไม่ชัด เพลงไม่ถูกจังหวะ ผิดคีย์ ผิดเนื้อร้อง แต่ชั้นรับรู้ได้ว่ามาจากก้นบึ้งของจิตใจจริงๆ มันซึ้งมากมาย ซึ้งใจและภูมิใจที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทยและได้ทำสิ่งดีๆแก่คนอื่นบ้าง
สุดท้าย ขอขอบคุณเพื่อนร่วมค่ายทุกๆคนที่ทำให้ค่ายนี้มีความสุขและมีความหมาย ขอบคุณที่ทำให้เด็กๆและชาวบ้านที่นั่นมีความสุข
ขอบคุณดรีมทีมทุกคน ที่ร่วมกันสูดทินเนอร์ เอ๊ย ร่วมกันทำงานอย่างมีความสุขจนบรรลุเป้าหมายที่เราวางไว้
ขอบคุณพี่อู๊ดพี่นิ่ม ที่คอยห่วงใย(อย่าปฎิเสธเพราะเค้ารู้)คอยส่งข้าวส่งน้ำเด็กทาสีคนนี้
ขอบคุณคนข้างกายที่คอยดูแลเอาใจใส่และเอาใจ(บางที)เสมอมา

อยากบอกกับทุกๆคนร่วมค่ายว่า”You’re the best” จริงๆ

ปล. สิ่งสำคัญของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต้มันอยู่ที่มิตรภาพและสิ่งดีๆที่จะได้รับระหว่างทางต่างหาก

ก่อนไออุ่น

16.10นชั้นเดินทางจากบ้านมาตอนนี้อยู่รังสิต ออกเดินทางมาเพื่อแบ่งปันไออุ่นให้กับเด็กๆท่าสองยาง อีกไม่กี่ชั่วโมงชั้นจะได้พบกับเพื่อนร่วมทางที่มีใจเดียวกันคือจิตใจแห่งการแบ่งปัน ชั้นจะได้พบกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ความสุขมากมายที่เกิดจากการให้
ให้ในสิ่งที่เรามี และเป็นผู้รับความสุขที่ได้จากรอยยิ้มของคนที่นั่นกลับมา
การเดินทางของคนหกสิบคนรอนแรมกินนอนบนรถทัวร์เพื่อไปสู่จุดหมายที่มี เหตุการจะเป็นอย่างไรต่อไปไว้กลับมาแล้วจะเล่าให้ฟัง

ปล. เอามาเล่าให้ฟัง….พิมพ์บนตู้ระหว่างเดินทางมาสมทบกับคณะไออุ่น

เรื่องราวเล็กๆจากท่าสองยาง

เขียนไว้เมื่อครั้งกลับมาจากการสำรวจไออุ่น 5 ครั้งที่ 1 

หลายคนบอกว่าชั้นโชคดีจังมีเวลาไปเที่ยวได้บ่อยๆ….อยากจะบอกทุกคนว่าเวลาเที่ยวมันมีกันทุกคนแหละขึ้นอยู่กับว่าคุณจะไปหรือเปล่าเท่านั้นเอง  

เรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้เกิดขึ้นจากความบังเอิญจากการไปสำรวจพื้นที่เพื่อทำโครงการไออุ่น 5 การเดินทางของคน 6 คน (พี่มอร์ พี่จิ๋ว เจ๊นัน เบิร์ด ต้น    จอย)เริ่มขึ้นเวลาประมาณ 22.00น. เดินทางไปเรื่อยๆ ลัดเลาะไปตามแนวตะเข็บชายแดน  

  • ผ่านเหตุการณ์ผีห้องน้ำของเจ๊นัน ที่ทำให้รู้ว่าเวลาตกใจเราก็วิ่งไวเหมือนกัน เดินทางกันไปเรื่อยๆ
  • ผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวไปตามภูเขา…ผ่านด่าน ตชด.ที่คอยตรวจตราดูแลความปลอดภัย
  • ผ่านเหตุการณ์ผีรถวีโก้….ที่แปลงร่างเป็นรถเก๋งทำเอาเราทุกคนเหว๋อไปตามๆกัน

        “การเดินทางเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ การเดินทางที่ให้ความรู้สึกและแฝงไปด้วยเรื่องราวมากมาย ที่เป็นมากกว่าการไปสำรวจพื้นที่ไออุ่น….ชั้นใช้การเดินทางแต่ละครั้งเพื่อการเรียนรู้สิ่งต่างๆ การที่เห็นสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างไปจากทุกๆวันที่เราได้พบเจอมันคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การเดินทางแต่ละครั้งมันมีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปเสมอ….”…..หลายคนอาจสงสัยว่าการเดินทางครั้งนี้ให้อะไร  

  • การเดินทางทำให้เราเห็นถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนร่วมทาง ที่ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรคกันมา
  • ทำให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในเมืองเล็กๆ ขอบชายแดนฝั่งตะวันตก
  • ทำให้เห็นถึงน้ำใจของคนแปลกหน้า…รวมถึงไมตรีที่เขาหยิบยื่นมาให้
  • ทำให้เห็นถึงสายตาแห่งความสุขของชาวบ้าน แม้จะไม่ได้ร่ำรวยเงินทองแต่ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้
  • ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่น และความเสียสละของครูที่อยู่ชายแดน ที่เสียสละทำหลายๆอย่างเพื่อให้เด็กได้มีความรู้  แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยหรืออยู่ห่างไกลจากครอบครัว จะมีใครซักกี่คนที่เสียสละได้ขนาดนี้
  • ทำให้เห็นถึงความสดใสของเด็กๆ ความมีสัมมาคารวะที่เด็กในเมืองหลงลืมกันไป

ที่สำคัญที่สุด….สิ่งที่สอนชั้นจากการเดินทางในครั้งนี้คือการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆ….เด็กกระเหรี่ยงด้อยโอกาสในเรื่องต่างๆ ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ…ไม่มีตำรับตำราเรียน…..การเดินทางก็ยากลำบาก…แต่พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะขวนขวายหาความรู้ ต่างจากเด็กในเมืองที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมแต่กลับละเลยมันไป ปล. เขียนไว้เล่าเรื่องราวและเป็นบันทึกช่วยจำว่าครั้งนึงในชีวิตเคยได้รับข้อคิดอะไรมา